รวมวิธีไม่เป็นหนี้ชีวีมีสุข 1
1. ความสันโดษ(ความพอเพียง)เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
สนฺตุฏฺฐี
ปรมํ ธนํ (สัน ตุด ถี ปะระมัง ธะนัง)
2. การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก
อิณาทานํ
ทุกฺขํ โลเก (อิ นา ทานัง ทุกขัง โลเก)
3.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเรา
4. 29 วิธีลดค่าใช้จ่ายที่ต้องอ่าน!
เรื่องโดย
วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
จาก : http://www.urnurse.net/sarapad/29save.html
เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้หายใจหายคอไม่ทั่วท้อง แต่เชื่อว่าที่สุดแล้ว
เราทุกคนจะผ่านมันไป ต่อไปนี้เป็นวิธีการตัดรายจ่ายของประชาชนคนสหรัฐที่เขาแนะนำกัน
เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้หายใจหายคอไม่ทั่วท้อง แต่เชื่อว่าที่สุดแล้ว
เราทุกคนจะผ่านมันไป ต่อไปนี้เป็นวิธีการตัดรายจ่ายของประชาชนคนสหรัฐ
ที่เขาแนะนำกันในยามเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ช่วงที่ผ่านมา เทคนิคคือ
การลงลึกในรายละเอียดของแต่ละวันการใช้ชีวิต (Saving
On A Shoestring) ขอยกมาแต่เฉพาะที่คิดว่าจะปรับใช้กับกิจวัตรตัดรายจ่ายแบบไทยๆ
ของเราได้
อาหาร
1.ตัดรายการอาหารสะดวก (อุ่น)
กินและอาหารกินเล่นออกไปจากรายการซื้อของ หัดทำเอง หรืออาหารจานหลัก ก็ทำทีละมากๆ
เก็บส่วนที่เหลือรับประทานวันต่อๆ ไป
2.จดรายการของที่ต้องซื้อพร้อมราคา
จงซื้อภายในราคาที่ระบุไว้ อย่าซื้อเพราะโฆษณา
อย่าไปซูเปอร์มาร์เก็ตเว้นแต่มีของจำเป็นต้องซื้อ
3.มองหาร้านเบเกอรีที่ขายลดราคาวันต่อวัน
และอาหารกระป๋องลดราคา ตราบใดที่กระป๋องไม่รั่ว บุบหรือหมดอายุ
ก็ปลอดภัยถ้ารีบกินรีบใช้ทันที
4.ซื้อผักและผลไม้ตามฤดูกาล ซื้อจำนวนมาก
ที่เหลือให้แช่แข็งหรืออบแห้งไว้
5.ทำอาหารให้พอดีกับขนาดของครอบครัว
จะช่วยลดของเหลือทิ้ง ควรคำนวณปริมาณเครื่องปรุงให้สัมพันธ์กับจำนวนสมาชิกในครอบครัวด้วย
ห่อหรือถนอมอาหารอย่างระมัดระวัง ทุกอย่างที่ยังเก็บไว้กินได้อย่าให้เน่าเสีย
6.อ่านฉลากราคาและขนาด
แล้วซื้อขนาดที่มีราคาต่อน้ำหนักถูกที่สุด ยกเว้นครอบครัวของคุณมีสมาชิกไม่กี่คน
อย่างนี้ไม่จำเป็นต้องซื้อขนาดประหยัดมาใช้
เสื้อผ้า
7.เลือกซื้อเสื้อผ้าแบบเรียบๆ
ที่สามารถใช้ได้หลายโอกาส หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าแฟชั่น แปลก หรือที่จะนิยมในเวลาสั้นๆ
8.กำชับไม่ให้สมาชิกในครอบครัวใส่เสื้อผ้าราคาแพงและรักษายาก
ไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ที่เสี่ยงต่อการขะมุกขะมอม
เสื้อผ้าที่ต้องซักแห้งยิ่งต้องระวัง อย่าลืมใส่เสื้อกันเปื้อนทุกครั้งเมื่อจะทำอาหาร
9.เลือกเสื้อผ้าใหม่ให้เข้ากันได้กับเสื้อผ้าที่มีอยู่เดิม
เจ้าของที่ฉลาดอาจสลับสับเปลี่ยนใส่ได้ถึง 3 รูปแบบ
(อาจจะถึง 5 หรือมากกว่า)
10.ซื้อของตามศูนย์แสดงสินค้าราคาถูกของโรงงาน
ซึ่งแบบไม่ล้าสมัย คุณภาพพอควร แต่ราคาไม่แพงเท่าห้างใหญ่ๆ
บางคนอาจเลือกซื้อจากร้านของของมือสอง ซึ่งก็จะยิ่งถูกลงไปอีก 1 ใน 4 ของราคาเดิม
ค่าสาธารณูปโภค
11.ถ้าค่าโทรศัพท์ทางไกลสูงมาก หรือเฉลี่ยเกิน 500 บาทขึ้นไป ให้เปลี่ยนมาโทร.กลางคืนหรือโทร.วันหยุดแทน
เลือกใช้โปรโมชันโทร.ทางไกลราคาพิเศษ จะประหยัดได้มาก
12.ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องที่ไม่มีคนอยู่
ปิดผ้าม่านเพื่อกันความร้อนจากแสงอาทิตย์
วิธีนี้จะลดพลังงานเมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ ใช้ฉนวนกันความร้อนที่หนา 3-6 นิ้ว
13.ถ้าอยู่หลายคน อบอาหารหลายอย่างพร้อมกันดีกว่า
แต่ถ้าอยู่กันแค่ 1-2 คน ใช้เครื่องปิ้งขนมปังหรือเครื่องไมโครเวฟแทนการใช้เตาอบขนาดใหญ่ดีกว่า
14.ดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ทำงานดีสม่ำเสมอ
การทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ ก็ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้
ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด
15.อย่าซื้อประกันโดยไม่จำเป็น เช่น
การซื้อประกันชีวิตให้ลูกเล็กๆ ถ้ามีเงินสำรองฉุกเฉินเยอะพอ
ให้พิจารณาลดค่าเบี้ยประกัน เช่น การลดประกันสำหรับรถที่ไม่ชนเลย
16.อย่าซื้อของที่มาเคาะขายตามบ้าน
17.ตัดผมให้เด็กๆ ด้วยตัวเอง
18.ซื้อของลดราคา ซื้อจากร้านขายของราคาถูก
ซื้อจากงานลดราคาสินค้า ซื้อของหลุดโรงจำนำ ซื้อจากคลองถมหรือตลาดมือสอง
ประกาศขายของทางหนังสือพิมพ์ ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าอย่าลืมเรียกร้องส่วนลด
19.ล้างรถ และเปลี่ยนน้ำมันเครื่องด้วยตัวเอง
ถ้ามีเวลาว่างให้ลงเรียนวิธีซ่อมบำรุงรถยนต์
20.ใช้รถร่วมกันกับเพื่อนบ้าน คาร์พูลเข้าไว้
วางแผนการเดินทางร่วมกันกับใครก็ตามที่ใช้เส้นทางเดียวกับคุณ
21.ถ้าคุณชอบดูละครหรือภาพยนตร์ ไปดูรอบพิเศษที่ลดราคา
พยายามหาวิธีหย่อนใจที่ไม่ต้องจ่าย เช่น เดินเล่นในสวน
22.รักษาสุขภาพของคนในครอบครัวให้แข็งแรง
ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
23.หลีกเลี่ยงรายจ่ายที่ไม่จำเป็นของรถยนต์
ด้วยการซ่อมบำรุงรถตามโปรแกรม
24.ซื้อเฟอร์นิเจอร์จากตลาดมือสอง ถูกกว่ากันเยอะ
25.เรียนรู้วิธีเย็บเสื้อผ้าเพื่อการซ่อมแซมเสื้อผ้าของทุกคนในบ้าน
26.ซ่อมก๊อกน้ำหรือท่อน้ำที่รั่วซึม
หนึ่งหยดของน้ำที่รั่วออกมาต่อ 1 วินาที จะทำให้คุณสูญน้ำถึง
2,000 แกลลอนต่อปี ฝักบัวอาบน้ำเลือกอันที่หัวฉีดเบาและเล็ก
27.ถ้าจะเดินทางด้วยเครื่องบิน
ตีตั๋วราคาถูกที่สุดได้ด้วยการวางแผนล่วงหน้านานๆ
สายการบินส่วนใหญ่มีโปรโมชันให้เลือก จงเลือกที่สอดคล้องกับคุณมากที่สุด
28.แลกเปลี่ยนให้บริการกันเองระหว่างเพื่อนบ้านใกล้ๆ
เช่น การดูแลเด็กเล็ก การดูแลสัตว์เลี้ยง
29.ตอบคำถามตัวเองอย่างจริงใจว่า “แท้ที่จริงแล้ว ฉันต้องการอะไร” จากนั้นตอบคำถามที่ 2
“อะไรบ้างที่ไม่จำเป็นกับเราเลย”
สุดท้ายจดประมาณรายการรายจ่ายที่คุณสามารถลดได้
ประมาณการตัวเลขออกมาแบบสมเหตุสมผล แล้วคุณจะรู้ว่า ต่อเดือนต่อปี
คุณตัดรายจ่ายออกไปได้มหาศาลขนาดไหน
ที่มา : โพสต์ทูเดย์
ไลฟ์สไตล์
5. สรุปไอเดีย "ลดค่าใช้จ่าย"
ในบ้านยุคข้าวยากหมากแพง
ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีกับ
Parent's Opinion ในหัวข้อ ไอเดียสุดประหยัด
"ลดรายจ่าย" ในบ้านยุค 2011
ซึ่งมีคุณผู้อ่านเข้ามาแลกเปลี่ยนกันเป็นจำนวนมาก
โดยแต่ละไอเดียนั้นสะท้อนให้เราเห็นว่า ในยุคที่สินค้าราคาขึ้น
และไม่มีวี่แววว่าจะลด ยังมีหลาย ๆ บ้านเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะเรียนรู้เรื่องความประหยัด
และหันมาหาวิธีช่วยลดค่าใช้จ่ายในบ้านกันมากขึ้น
วันนี้ ทีมงาน Life & Family จึงไม่พลาดที่จะเลือก
และหยิบนำไอเดียที่น่าสนใจเหล่านั้นมารวบรวมเป็นแนวทางลดค่าใช้จ่ายในบ้านยุค 2011 กัน ว่าแต่ว่าจะมีไอเดียเด็ด ๆ โดน ๆ อะไรบ้างนั้น ไปติดตามพร้อม ๆ
กันเลยครับ
เริ่มกันที่
ความคิดเห็นที่ 16
จากคุณแม่โหด ๆ ให้ไอเดียไว้ 5 ข้อคือ
1. เลิกไปโรงหนัง
ดูจาก youtube แทน
2. ลดการกินข้าวนอกบ้าน
เน้นทำกินเอง สะอาดแน่นอน ไม่ใส่ผงชูรสด้วย
3. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
เพราะตกใจเหมือนกันเมื่อรู้ตัวว่าซื้อของในซูเปอร์มาเก็ตเดือนละเป็นหมื่น ๆ
แต่ก็อดไม่ได้เวลามีโปรดี ๆ อย่าง 1 แถม 1
4. หัดทำเค้กเอง
จากที่ซื้อชิ้นละร้อยกว่าบาท ตอนนี้ทำเอง เค้กทั้งก้อนขนาด 2
ปอนด์ต้นทุนไม่ถึง 300 กินได้ทั้งบ้าน (อร่อยนะ)
เวลาไปร่วมงานบุญงานเลี้ยงกับใครก็ทำเค้กไปแจม เด็กๆ ชอบมาก ทำเองก็ดีนะ
เลือกวัตถุดิบดีๆ ได้ และของใหม่สดชัวร์ ไม่ต้องกลัวของค้างอย่างเวลาซื้อกิน
5. ใช้บัตรเครดิตทุกครั้งที่ทำได้
และจ่ายเต็มจำนวนก่อนถึงกำหนดเสมอ ชอบมาก ได้ส่วนลด ได้ rebate ได้แต้มสะสมแลกของรางวัล ได้ voucher แถมไม่ต้องเสีย
annual fee ด้วย
ความคิดเห็นที่
12 จากคุณ cyberpattylovely@hotmail.com
- ทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้เลยค่ะ
บริหารเงิน แล้วที่สำคัญ ต้องมีสติในการเลือกซื้อของ จำเป็นจริง ๆ หรือไม่
หรือเพียงแค่อยากได้ใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
- ซื้อของในช่วงโปรโมชั่น
ลด แลก แจก แถม
- ทำอาหารทานกันเอง
แถมยังสร้างความผูกพันในครอบครัวด้วย
- ไปเดินเล่น
ออกกำลังกายในสวนสาธารณะ แทนการเดินห้างที่อาจทำให้เสียเงินได้
ความคิดเห็นที่
11 จากคุณ tacha (tachanarak สมาชิก)
- เวลาเลือกซื้อ
เสื้อผ้า จะพยายามเลือกซื้อ เสื้อผ้าที่ไม่ต้องรีด เช่น เสื้อผ้าชีฟอง
เสื้อยืดที่ไม่ยับง่าย (จะได้ไม่ต้องรีด)
- ส่วนถุงเท้า
จะเน้นซื้อแบบเดียวกันยกโหล (เน้นสีดำ) เพราะถ้าเกิดข้างใดข้างหนึ่งขาด
ก็ยังหาคู่ได้อยู่
ความคิดเห็นที่ 10 จากพ่อน้องเป๋าเป่า (arch3375@hotmail.com) ให้ไอเดียไว้ 4 ข้อ คือ
1. ใช้ของ
refill เช่นน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า ครีมอาบน้ำ และอื่น ๆ
2. น้ำทิ้งจากการซักผ้าเอาไปรดต้นไม้
3. ซื้อของใช้ยกแพ๊คเลย
ประหยัดกว่า
4. เก็บขวดพลาสติก
กระดาษ กระป๋องโลหะขายเป็นขยะ re-cycle เอาเงินมาเป็นค่าขนมน้องเป๋าเป่า
ความคิดเห็นที่ 4 จากคุณ Gingu1364@gmail.com
ซื้อถัง หรือกะละมังที่จุได้ประมาณ 500 ลิตร ไว้รองรับน้ำฝนแล้วใช้น้ำนั้นในการซักผ้าหรืออาบก็ได้ประหยัดมากด้วย
หรือเวลาอาบน้ำให้ยืนอาบในกะละมังใบโต ๆ แล้วเอาน้ำนั้นไปรดต้นไม้อีกรอบ
ถ้าอยู่ชนบท มีเด็ก ๆ ให้ยืนที่ต้นไม้แล้วเราหิ้วน้ำใส่ถังไปอาบให้เค้า เด็ก ๆ
ชอบมาก เพราะจะได้เปลี่ยนบรรยากาศไปเรื่อย ๆ
นอกจากนี้แล้ว
เรายังมีไอเดียน่าสนใจจากท่านผู้อ่านที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบนหน้าแฟนเพจ
life and Family ASTVmanager ด้วย เริ่มจาก
คุณ Rattana Mnshang
มีวิธีลดรายจ่ายในบ้านด้วยวิธีปฎิเสธการให้ยืม ซึ่งเป็นเรื่องรั่วไหลหลัก ๆ
ของครอบครัวเลยทีเดียว ประเภทการให้ญาติพี่น้องยืม เพื่อนยืม
หรือแม้แต้การค้ำประกันต่าง ๆ นี่ จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับตัวเรา และลูก ๆ ด้วย
เพราะเงินที่ให้คนอื่นยืมไป มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้คืน คนที่ยืมเราไป
หากเขาบริหารเงินเป็น หรือหาเงินพอใช้ คงไม่มายืมเราหรอก และขนาดหาไม่พอใช้
จะมีปัญหาหามาคืนเราหรือ
คุณ Pream Punjasutaranon
พยายามลดรายจ่ายในบ้านด้วยการเลือกพวกโปรโมชั่นมือถือให้ถูกลง
และเหมาะกับการใช้งาน ซึ่งลดลงได้ 500 บาทต่อเดือนเลย นอกจากนี้ยังปลูกผักสวนครัวไว้เก็บกินเอง
ประหยัดไม่ต้องซื้อแถมปลอดภัยไร้สารพิษ
และให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อของเข้าบ้านช่วงที่มีการลดราคาครับ
ส่วนใหญ่ตามห้างจะมีช่วงโปรลดแลกแจกแถมอยู่แล้ว
คุณ Pretty Pat
มีการพิจารณาจากค่าใช้จ่าย และรายรับก่อน โดยกำหนดไว้เลยว่า จะออมเท่าไหร่
เอาเงินไปลงทุนให้เงินงอกเงยขึ้นเท่าไหร่ ส่วนที่เหลือจึงจะเอามาใช้จ่าย
ด้านของใช้ประเภทฟุ่มเฟือย นาน ๆ ซื้อที หากปีไหนมีโบนัสก็จะเอาเงินในส่วนนั้นมาซื้อ
หรือเวลาจะซื้ออะไร กินอะไร ใช้อะไร จะถามตัวเอง สามี และลูกก่อนเสมอว่าจำเป็นไหม
(นั่นคือการสร้างวินัยให้แก่ครอบครัว และเป็นการฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวัน
ซึ่งจำเป็นมาก ๆ ค่ะ) ประหยัดได้แยะจริง ๆ
ทั้งนี้ ยังให้แนวทางเพิ่มเติมในเรื่องทั่ว
ๆ ไปไว้ 4 แนวทางคือ 1. ซื้อของที่จัดโปรโมชั่นอยู่
2. กินอย่างพอเพียง 3. เปิดแอร์ ที่ 25-26 องศา ตอนนอนเท่านั้น ตรวจสอบไฟฟ้าก่อนเข้านอนทุกครั้ง 4. นำรถไปติดแก๊สค่ะ คุ้มทุนที่ 10 เดือน
หลังจากนั้นจะประหยัดถึงเดือนละ 3,000 บาทเลยค่ะ
คุณ Ruchirat Tangkavanich
นำของเล่นลูกที่ไม่ได้เล่นแล้วแต่ยังใช้ได้ไปขายกับลูกที่ตลาดนัด
แล้วนำเงินที่ได้ไปฝากให้ลูกหรือไม่ก็ให้เขาเอาไว้ซื้อของเล่นชิ้นใหม่ได้สตางค์เพิ่ม
และทำให้เขารู้จักการออมด้วยค่ะ
คุณ Lexaadd Sripun
ซื้อของเท่าที่จำเป็น
และคิดก่อนจะซื้อ เป็นการสำรวจความต้องการเบื้องต้นของตัวเอง
รวมทั้งก่อนออกเดินทางศึกษาเส้นทางให้ดี
เพื่อจะได้ประหยัดเงินค่าน้ำมันในการเดินทางด้วย
6. วิธีคำนวณหาเงินออมที่เราควรมีในแต่ละช่วงอายุ
ความมั่งคั่ง และ อัตราส่วนการอยู่รอด
จาก : http://oom-oom.com
สิ่งที่หลายคนหรือผู้รักการออมเงิน
อยากรู้คือ “เรามีเงินออมเพียงพอเหมาะสมกับอายุแล้วหรือไม่
อายุประมาณนี้ควรจะมีเงินออมเท่าไหร่ถึงจะอยู่ได้สบายๆในอนาคต
หรือเรามีความมั่งคั่งพอหรือยัง”
เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ
วิธีคำนวณหาเงินออมที่เราควรมีในแต่ละช่วงอายุ ความมั่งคั่ง และ
อัตราส่วนการอยู่รอด
วิธีคำนวณหาเงินออม
เงินออมที่ควรมี =
รายได้ต่อปี x อายุ x 0.1
ตัวอย่าง ถ้าขณะนี้คุณอายุ 25 ปี รายได้เดือนละ10,000 บาท คุณควรมีเงินออมเท่ากับ
เงินออมที่ควรมี =
รายได้ต่อปี x อายุ x 0.1 =
(10,000x 12) x 25 x 0.1 = 300,000 บาท
จริงๆแล้ว
สูตรนี้ก็มาจากว่าคนเราควรจะเก็บเงินไว้ 10% ของรายได้ นั่นก็คือที่มาของ .1 ในสูตร (ได้จาก 10/100=0.1)
เมื่อทราบสถานะทางการเงินของตัวเอง
แล้วคนที่ยังมีเงินออมยังไม่ถึงเกณฑ์
ก็ควรจะหาทางที่จะทำให้มีเงินเหลือออมเพิ่มขึ้น
ส่วนคนที่ยังไม่เริ่มออมก็ควรที่จะรีบเริ่มโดยเร็ว
ความมั่งคั่ง
คือ อะไร
ความมั่งคั่ง คือ
อัตราส่วนระหว่างรายได้ กับ ค่าใช้จ่าย (ความมั่งคั่ง = รายได้ / ค่าใช้จ่าย)
จะเห็นว่าถ้าตีความจากสูตรดังกล่าว คนที่มีรายได้สูง
มีทรัพย์สินต่างๆมากมาย ก็ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะมีความมั่งคั่งเสมอไป
เพราะต้องดูว่าคนๆนั้นมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตมากน้อยแค่ไหนด้วย
เช่น
•นาย A
เป็นผู้บริหารของบริษัทมีรายได้สูงมาก แต่ว่า นาย A ก็มีค่าใช้จ่ายสูงมากด้วย ทั้งผ่อนบ้านหลังใหญ่ ผ่อนรถยุโรป
ซื้อเสื้อผ้าราคาแพง ฯลฯ จนในบางเดือนก็ถึงกับชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็มี
•นาย B
เป็นพนักงานบริษัทธรรมดามีรายได้ปานกลาง แต่ว่า นาย B มีค่าใช้จ่ายไม่เยอะ เพราะรู้จักที่จะควบคุมค่าใช้จ่าย อยู่บ้านหลังพอดีๆ
ใช้รถญี่ปุ่นธรรมดา ใส่เสื้อผ้าธรรมดา ซึ่งนาย B ก็พบว่า
ในแต่ละเดือน มักจะมีเงินเหลือออมเสมอ
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ความมั่งคั่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เสมอไป
แต่จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับ ทั้งรายได้ รายจ่าย และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคน
อัตราส่วนการอยู่รอดคืออะไร
จริงๆแล้ว
อัตราการอยู่รอดก็คือ รายได้ / ค่าใช้จ่าย นั่นเอง เช่น
ถ้าเรามีเงินเดือน
20,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 12,000 ต่อเดือน อัตราส่วนการอยู่รอดของเราก็คือ20,000/12,000 =1.67 นั่นเอง
อัตราส่วนการอยู่รอดเท่าไหร่ถึงจะดี
จริงๆแล้วอัตราส่วนการอยู่รอดถ้ามากกว่า 1
ก็ถือว่าใช้ได้ คือ มีรายได้เท่ากับรายจ่ายนั่นเอง
แต่สำหรับผู้รักการออมแล้ว อัตราการอยู่รอดต้องมีมากกว่า 1 เพราะฉะนั้น
ไม่มีเงินเหลือไว้ออมแน่ๆ แต่ถ้าอัตราส่วนน้อยกว่า 1 ก็แสดงว่าแย่ๆ
เพราะรายได้น้อยกว่ารายจ่าย นั่นแสดงว่ามีโอกาสที่เราจะสร้างหนี้
ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้รักการออมต่างก็รู้ว่าเป็น “ศัตรูอันดับต้นๆของการออม”
7. วิธีการออมเงิน หรือ วิธีการเก็บเงิน
ให้ประสบผลสำเร็จ Part1
จาก : http://oom-oom.com
หลายๆคนที่กำลังเริ่มคิดที่จะออมเงิน
รวมทั้งหลายๆคนที่ออมเงินมานานแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการออมสักที
วันนี้เรามีวิธีการออมมาเสนอ ซึ่งถ้าทำตามขั้นตอนแล้วรับรองว่า จะทำให้คุณกลายเป็น
เศรษฐีเงินออมได้แน่นอน
วิธีการออมเงินให้ประสบผลสำเร็จจะมีทั้งหมด 12 ขั้นตอน คือ
1. กำจัดหนี้ก่อน
(Kill your debt first): คำนวณดูว่าเรามีหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่
และหาวิธีการใช้หนี้ให้เร็วที่สุด
เพราะหนี้มักมาพร้อมกับดอกเบี้ยที่สูงโดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต
และถ้าเคลียร์หนี้หมดเท่าไหร่ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็จะกลายเป็นเงินออม
แต่อย่าลืมว่าสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญก่อนที่จะใช้หนี้ให้หมดก็คือ “เงินกองทุนฉุกเฉิน”
2. ตั้งเป้าหมาย (Set your saving goal): การลงมือออมโดยไร้เป้าหมาย เป็นการยากที่จะสัมฤทธิ์ผล
เพราะคนเราต้องชอบอะไรที่ท้าทาย และมีแรงจูงใจ แล้วเป้าหมายของการออมเงินคืออะไร
เป้าหมายมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว
เป้าหมายระยะสั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย เช่น ถ้าผู้รักการออมอยากได้รถยนต์
เราก็ต้องคำนวณว่ารถยนต์ที่เราอยากได้ต้องใช้เงินออมเท่าไหร่
ราคาของรถยนต์ก็คือเป้าหมายของเรานั่นเอง
เป้าหมายระยะยาว
เช่น เงินออมสำหรับเกษียณ ต้องใช้การวางแผนว่า ระยะยาวหลังเกษียณ 20 -30 ปี
จำนวนเงินออมที่เราต้องการสำหรับการอยู่อย่างสะดวกสะบายนั้เป็นเท่าไหร่
และเราต้องศึกษาต่อว่าเราจะเอาเงินออมไปลงทุนอะไรเพื่อจะได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เราตั้งไว้
3. กำหนดระยะเวลา(Establish
a time-frame): กำหนดระยะเวลาให้แน่นอนว่า
เป้าหมายที่เราตั้งไว้ในข้อที่แล้ว ต้องใช้เวลาในการออมเงินเท่าไหร่
การกำหนดเวลาไม่ควรกำหนดระยะเวลาที่เป็นไปไม่ได้
ซึ่งการกำหนดแบบนั้นจะทำให้ผู้รักการออมเกิดความท้อใจที่จะออมเงิน
4. แจกแจงรายละเอียดออกมาว่า “เป้าหมาย”
นั้นเมื่อแจกแจงออกมาแล้ว เราต้องออมเงินวันละเท่าไหร่, สัปดาห์ละเท่าไหร่ หรือเดือนละเท่าไหร่ (Figure out how much
you’ll have to save per day, week, or per month to attain each of your savings
goals): เช่น
ถ้าผู้รักการออมตั้งเป้าหมายว่า จะต้องมีเงินออมที่สามารถดาวน์บ้านได้ภายใน 3 ปี และบ้านที่เราต้องการนั้นใช้เงินดาวน์ประมาณ 300,000 บาท เราก็สามารถแจกแจงได้ว่า 3 ปี (36 เดือน) เราต้องออมเงินให้ได้เดือนละ 8,333 บาท
เป็นต้น
5. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย (Keep a record of
your expenses) : เพื่อให้การออมเงินประสบผลสำเร็จ
ผู้รักการออมต้องบันทึกรายรับ – จ่ายของตัวเองไว้ตลอด
6. ลดรายจ่าย (Trim your expenses): หลังจากที่ผู้รักการออมทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายไปได้ ไปได้สักเดือนหรือสองเดือนแล้ว
ผู้รักการออมอาจจะแปลกใจกับรายจ่ายบางรายการเช่น ค่าไอครีม 199 บาท ? ค่าอาหารมื้อละ 300-500
เป็นต้น
เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วให้ผู้รักการออมจัดลำดับความสำคัญของแต่ละรายการ
และดูว่ารายการไหนสามารถตัดออกได้บ้าง เช่น ค่าไอศรีม หรือ
ค่าอาหารอาจจะไม่จำเป็ต้อง ออกไปทานนอกบ้านหรือทานอาหารตามสั่งเป็นต้น
ยิ่งผู้รักการออมตัดรายจ่ายไปได้มากเท่าไหร่ก็จะมีเงินเหลือออมมากขึ้นเท่านั้น
วิธีการออมเงิน หรือ วิธีการเก็บเงิน ให้ประสบผลสำเร็จ Part2
7. ประเมินเป้าหมายการออมเงิน (Reassess your savings goals): พิจารณาดูว่าเรามีเป้าหมายการออมเพื่ออะไร เพื่อสร้างแรงจูงใจ
เพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ อาจจะต้องตัด หรือ ปรับอะไรบางอย่าง
(ในขั้นนี้พิจารณาถึงสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินชีวิตซึ่งขาดไม่ได้จริงๆ)
เช่น ถ้าเรามีโครงการจะเปลี่ยนรถ เราอาจจะพิจารณาว่าสามารถเลื่อนออกไปได้หรือไม่
ในกรณีที่รถคันเดิมยังใช้งานได้ดีอยู่ หรือ จริงๆ แล้วต้องการดูทีวี แต่อาจจะไม่จำเป็นที่ต้องมีขนาดใหญ่มากก็ได้
เป็นต้น ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้บรรลุเป้าหมายในการออมได้ดีขึ้น
8. จัดทำงบประมาณ (Make a
budget): จัดการทำงบประมาณของรายรับที่มี
ออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่จะออมและส่วนที่จะเก็บไว้เพื่อใช้จ่าย
พร้อมกันนี้ก็เขียนรายละเอียดลงไปว่าเรามีงบประมาณที่จะใช้จ่ายในแต่ละสิ่ง หรือ
แต่ละกิจกรรมเท่าไหร่ เช่น เรามีงบประมาณสำหรักิจกรรมบันเทิง เช่น ดู หนัง หรือ
ฟังเพลงเท่าไหร่ ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้เราควบคุมการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
ซึ่งจะทำให้ผู้รักการออมบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
9. เลิกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (Stop using credit cards): ซื้อสิ่งที่ต้องการด้วยเงินสด โดยเลิกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือเช็ค
เพราะเมื่อเราใช้จ่ายผ่านกรรมวิธีดังกล่าว เราจะไม่รู้สึกว่าเราใช้จ่ายไปเท่าไหร่
จึงทำให้โอกาสที่เราจะใช้จ่ายเกินงบที่เราตั้งใจไว้ แต่ถ้าเราใช้จ่ายเป็นเงินสดเราจะเห็นได้ว่าเงินที่เรามีอยู่นั้นหายไปจริงๆ
ซึ่งจะทำให้เรามีวิจารณญาณในการใช้จ่ายมากขึ้น
แต่จริงๆแล้วบัตรเครดิตไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งไม่ดี
เพราะถ้าเรามีวินัยในการใช้จ่ายเพียงพอเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากบัตรเครดิตได้เหมือนกัน
เช่น การสะสมแต้ม เงินตีกลับ หรือ กระทั่งความปลอดภัยที่มากกว่าถือเงินสด
แต่สำหรับคนไม่มีวินัยในการออมที่เพียงพอ
บัตรเครดิตถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับการออมเงินอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
10.
แยกบัญชีที่ใช้ออมเงินไว้ต่างหาก(Open an
interest-bearing savings account): ถ้าเราเก็บเงินออมไว้บัญชีเดียวกับเงินสำหรับใช้จ่ายก็มีโอกาสที่เราจะใช้จ่ายเกินงบมีมากขึ้น
รวมทั้งทำให้เราติดตามความคืบหน้าของจำนวนเงินออมของเราได้ยากขึ้น
เพราะฉะนั้นควรจะเก็บเงินออมไว้ในบัญชีแยกต่างหาก
และควรจะเป็นบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูง เช่น ฝากประจำ หรือ ฝากประจำรายเดือน
ที่บังคับให้เราต้องใส่เงินเข้าไปในบัญชีเงินออมทุกเดือน
11. ออมก่อนใช้ (Pay
yourself first): สิ่งหนี่งที่ทำให้หลายๆคนล้มเหลวในการออมเงินคือ
การใช้ก่อนแล้วออมทีหลัง เพราะถ้าเราคิดว่าสิ้นเดือนค่อยเก็บเงินที่เหลือไว้ออม
ซึ่งปกติแล้วการกระทำแบบนี้มักลงเอยด้วยการไม่มีเงินเหลือไว้ออมเลย
หรือถ้าเหลือก็เป็นจำนวนน้อย
ทางออกก็ง่ายๆเลยถ้าเราคำนวนไว้ดีแล้วว่าเราจะออมเดือนละเท่าไหร่
พอเงินเดือนออกแล้วก็ฝากเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีที่เราเปิดไว้ในขั้นตอนที่แล้วทันที
12. อย่าท้อถอยหรือยอมแพ้ (Don’t
get discouraged and don’t give up): เป้าหมายในการออมเงินระยะยาวนั้นเป็นเป้าหมายที่ต้องใช้เวลา
เพราะฉะนั้นก็อย่าได้ยอมแพ้หรือท้อถอยต่ออุปสรรค
และเมื่อเราออมเงินไประยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็อาจจะทำให้เรามีเงินจำนวนหนึ่งซึ่งมากพอ
ซึ่งเงินนั้นเพียงพอให้ซื้อสิ่งที่เราอยากได้ในระยะสั้น และเราอาจจะเผลอซื้อสิ่งที่เป็นเป้าหมายระยะสั้นไป
เช่น เรามีเป้าหมาย 2 อย่าง คือ บ้าน และรถยนต์ที่เป็นคู่แข่งกันอยู่
สุดท้ายเราตัดสินใจออมเงินโดยมีเป้าหมายที่จะซื้อบ้าน
แต่เมื่อเราออมเงินมาได้ระยะหนึ่งซึ่งมากพอที่จะซื้อรถยนต์ได้
เราก็อาจจะนำเงินออมจำนวนดังกล่าวไปซื้อรถยนต์แทนเป็นต้น
ซึ่งการออมเงินที่เป็นเป้าหมายระยะยาวแล้ว ต้องใช้ความอดทนและวินัยอย่างมาก
แต่จงจำไว้ว่า สิ่งดีๆมักต้องใช้เวลานาน
เรายิ่งออมเป็นระยะเวลายาวนานเท่าไหร่ดอกเบี้ยก็จะช่วยเราทำงานได้มากขึ้นเท่านั้น
8. 100 เด็ดเคล็ดลับการออมเงิน
[เก็บเงิน] Part 1
จาก : http://oom-oom.com
100 เด็ดเคล็ดลับการออมเงิน [เก็บเงิน]
หลายๆท่านที่กำลังคิดที่จะออมเงิน หรือเริ่มเก็บเงินแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดีหรือ
เริ่มต้นไปแล้วแต่ล้มเหลวทุกทีเพราะไม่มีเงินเหลือให้ออม
ถ้าท่านเจอกับปัญหาเหล่านี้ลองอ่านเคล็ดลับเหล่านี้
และทำตามดูครับรับรองว่าจะมีเงินเหลือไว้ออมมากขึ้นแน่นอน
มาดูกันดีกว่าว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้าง
1. ออมเงินไว้ในธนาคารที่คุ้มค่าที่สุด(Switch
your bank accounts to a bank that respects you). สิ่งแรกที่ผู้รักการออมเงินควรจะพิจารณาก็คือธนาคารที่เราฝากเงินออมไว้นั้นให้ดอกเบี้ยที่ดีที่สุดกับเราหรือเปล่า
อัตราดอกเบี้ยที่ห่างกันเพียง 1% หรือ 2 % นั้นล้วนมีผลต่อจำนวนดอกเบี้ยที่เราจะได้มากทีเดียวโดยเฉพาะในกรณีที่เรามีเงินออมเยอะๆ
และที่สำคัญเงินออมที่ฝากเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ และฝากประจำนั้น
มีความแตกต่างกันมากทีเดียว
เพราะฉะนั้นควรจะแบ่งเงินออกเป็นสองบัญชีเป็นอย่างน้อย คือ 1. บัญชีสำหรับใช้จ่าย เก็บไว้ในออมทรัพย์
เพื่อสะดวกในการเบิกจ่าย 2. บัญชีสำหรับออมเงินเก็บไว้ในบัญชีฝากประจำในธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูงที่สุด
2. ปิดทีวีบ้างก็ดี (Turn off the television).การลดการดูทีวีเป็น 1 ในวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยเซฟรายจ่าย
เพราะเวลาเราอยู่บ้านเรามักที่จะเปิดทีวีไว้เสมอ ดูบ้างไม่ดูบ้าง
และเวลาดูทีวีมักจะคู่กับการกินของขบเคี้ยว ที่มักจะให้จะให้ผลตรงกันข้ามกับที่เราต้องการ
คือ แทนที่เงินออมจะเพิ่ม แต่กลายเป็น เงินออมลด น้ำหนักเพิ่มแทน
ส่วนเวลาที่ปกติเคยดูทีวีก็เอาไปทำอย่างอื่น เช่น อ่านหนังสือ หรือ
ออกกำลังกายในช่วงเย็น เป็นต้น
3.ลดการสะสมสิ่งของ (Turn a critical eye to
your “collections”). ผู้รักการออมเงินหลายคุณมักจะชอบสะสมบางอย่าง
สิ่งที่เราจะแนะนำไม่ใช่คุณเลิกสะสม แต่ให้พิจารณาดูว่า
สิ่งที่คุณสะสมนั้นทำให้คุณมีความสุขหรือเปล่า หรือแค่สะสมเล่นๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น
ก็คุณก็ควรพิจารณาว่า ของที่คุณสะสมมีมูลค่าในตัวหรือเปล่า
และคุณสามารถลดของสะสมที่คุณมีหลายๆ ชิ้น ของที่คุณไม่ได้ผูกพันธ์ หรือ อยากได้
ได้หรือไม่ (ในกรณีของสะสมไม่มีมูลค่า) ยิ่งคุณลดสิ่งของสะสมได้มากเท่าไหร่
คุณก็จะมีเงินไว้ออมมากขึ้นเท่านั้น
4. สมัครสมาชิกของห้างหรือร้านที่เราใช้บริการเป็นประจำ(Sign
up for every free customer rewards program you can). หลายห้างร้าน ที่มีส่วนลดให้กับสมาชิก ถ้าผู้รักการออมเงินจะสมัครสมาชิกก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย
เพราะไหนๆก็ต้องใช้บริการอยู่แล้ว
อย่าลืมว่าส่วนลดที่ได้ก็คือโอกาสที่เราจะมีเงินไว้ออมมีเยอะขึ้น
5.ทำของขวัญเองแทนการซื้อจากร้าน(Make your own
gifts instead of buying stuff from the store). ผู้รักการออมเงินบางคนอาจจะมีความสามารถพิเศษ
เช่น วาดภาพ ถักโครเช หรือ ประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ
เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวาระพิเศษที่จะให้ของขวัญแก่เพื่อน ญาติพี่น้องหรือ คนพิเศษ
ของขวัญที่จะให้ก็ควรจะเป็นของขวัญที่คุณทำเอง พร้อมคำอวยพรที่แสนพิเศษ
นอกจากช่วยให้มีเงินออมมากขึ้นแล้ว
ยังเป็นของขวัญที่จะทำให้ผู้รับรู้สึกพิเศษอีกด้วย
6. ใช้กฏ 30 วัน (Master
the thirty day rule). ผู้รักการออมเงินหลายท่านอาจจะสงสัยว่านี่มันคือกฏบ้าบออะไร
แต่ถ้าคุณพิจารณาดูว่า ท่านเคยซื้อของมาแล้วไมได้ใช้ หรือ ใช้แค่ครั้งสองครั้งแล้วเก็บไว้จนลืมหรือไม่
ถ้าคำตอบคือใช่กฏข้อนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับคุณ เพราะกฏข้อนี้ก็คือ
เมื่อคุณกำลังพิจารณาว่าจะซื้อสิ่งของอะไรบางอย่าง ก็อย่าพึ่งรีบซื้อ
ให้รอจนกว่าจะครบ 30 วัน
ถ้าคุณยังต้องการสิ่งนั้นอยู่ก็ให้ซื้อ ถ้าคุณลืมหรือไม่อยากได้สิ่งนั้นแล้วก็ไม่ต้องซื้อ
ซึ่งกฏข้อนี้จะช่วยให้เราลดสิ่งของที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้นั่นเอง
7. จดรายการสิ่งของที่จะซื้อก่อนไปช้อปปิ้ง (Write
a list before you go shopping – and stick to it). ก่อนที่จะไปช้อปปิ้งผู้รักการออมเงินจะต้องจดรายการสิ่งของที่ต้องซื้อก่อนเสมอ
และก็ไม่ควรซื้อแต่สิ่งของที่ไม่ได้อยู่ในรายการ จำไว้ว่า
ทางห้างจะพยายามทำทุกวิธีทางเพื่อดึงเงินออกจากกระเป๋าคุณ เพราะฉะนั้นผู้รักการออมเงินจะต้องหนักแน่นและมีวินัยอยู่เสมอ.
8. ชวนเพื่อนมาสังสรรค์ที่บ้านแทนการออกไปข้างนอก (Invite
friends over instead of going out). กิจกรรมที่จัดที่บ้านมักมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าออกไปสังสรรค์ข้างนอกเสมอ
เพราะฉะนั้นเวลาที่มีงานสังสรรค์ผู้รักการออมเงินควรจะชักชวนเพื่อน มาดื่ม กิน
ที่บ้านแทนการออกไปข้างนอก
9. ซ่อมแซมแทนที่จะซื้อใหม่ (Instead of
throwing out some damaged clothing, repair it instead). อย่าโยนเสื้อผ้าทิ้งเพียงเพราะกระดุมหลุด ซิบพัง
ผู้รักการออมเงินควรจะหาวิธีซ่อมแซม
ถ้าทำเองไม่ได้ก็ควรที่จะให้นำไปให้ช่างทำให้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงิน
ในกรณีที่เรายังไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่จริงๆ
10. อย่าใช้จ่ายเงินจำนวนมากจัดงานรื่นเริงให้กับเด็ก(Don’t
spend big money entertaining your children). ผู้รักการออมเงินที่มีลูกหรือหลานที่ตัวเล็กๆ
บางทีการจะทำให้พวกเขามีความสุขในโอกาสสำคัญๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายเสมอไป
เพราะเด็กมักจะมีความสุขกับสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่คุณคาดไม่ถึงเช่น ของเล่นสมัยเก่าๆที่หาเล่นยากๆ
เช่น ลูกข่าง เฮลิคอปเตอร์ไม้ หรืออาจจะแค่คุณใช้เวลาเล่นกับพวกเขา
แค่นี้พวกเขาก็มีความสุขแล้ว
100 เด็ดเคล็ดลับการออมเงิน [เก็บเงิน] Part 2
11. ขอลดอัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายกับเจ้าของบัตรเครดิต(Call
your credit card company and ask for a
rate reduction). ถ้าผู้รักการออมเงินท่านใดมีอัตราการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่สูง
คุณควรลองติดต่อไปยังธนาคารเจ้าของบัตรเพื่อลองขอัตราดอกเบี้ยแบบพิเศษ
ถ้าไม่ได้ก็ลองบอกว่าเราจะเปลี่ยนธนาคารดู
ผมเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันตอนจะยกเลิกสมาชิกของเคเบิ้ลทีวีเจ้าหนึ่ง ผลคือเขาขอให้ผมใช้บริการต่อไปและจะเพิ่มระดับสมาชิกให้เป็นแบบสูงสุด
ดูได้ทุกช่อง แต่จ่ายเท่าเดิม เรื่องเกี่ยวกับบัตรเครดิตผมก็เคยเห็นตัวอย่างมาแล้ว
เพราะบัตรเครดิตเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก
12. จำหน่ายเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้ (Clean out
your closet). ผู้รักการออมเงินควรจะลองตรวจสอบตู้เก็บเสื้อผ้าดูว่า มีเสื้อผ้าชุดไหนบ้างที่คุณไม่ได้ใช้
ถ้าชุดนั้นยังมีสภาพที่ดีคุณก็ควรเอาชุดนั้นออกไปขายโดยอาจจะฝากร้านขาย
เปิดท้ายขายของตามตลาดนัด หรือถ้าคุณขี้เกียจขาย
ก็อาจจะนำไปบริจาคเพราะนอกจากจะได้บุญแล้วยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาได้ด้วย
13. ซื้อสิ่งวีดีโอเกมที่คุณเล่นได้หลายๆรอบโดยไม่รู้สึกเบื่อ
และอย่าซื้อวีดีโอเกมใหม่จนกว่าจะเล่นวีดีโอเกมเก่าจนชำนาญ
( Buy video games that have a lot of replay value – and don’t
acquire new ones until you’ve mastered what you have). ผู้รักการออมเงินหลายท่านอาจจะเป็นนักเล่นเกมตัวยกอย่างผม
และการซื้อแผ่นเกมใหม่ๆนั้นก็เป็นเงินจำนวนที่มากพอสมควรโดยเฉพาะถ้าต้องซื้อบ่อยๆ
เพราะฉะนั้นก่อนจะซื้อเกมอะไรก็ควรจะพิจารณาว่าเป็นเกมที่เราสามารถเล่นซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้สึกเบื่อหรือไม่
หรือถ้ายังเกล่นเกมเก่าได้ยังไม่จบเกมก็ควรซื้อเกมใหม่
อย่าลืมว่าเงินเล็กๆน้อยๆที่คุณประหยัดได้ ก็หมายถึงเราจะมีเงินเหลือไว้ออมมากขึ้น
14. ดื่มน้ำเยอะๆ (Drink more water). การดื่มน้ำนอกจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพกายแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสถานะภาพทางการเงินของผู้รักการออมเงินอีกด้วย
เพราะการดื่มน้ำมากขึ้นหมายถึงการทานอย่างอื่นได้น้อยลงนั่นเอง
เพราะฉะนั้นเวลาคุณไปทานข้าวนอกบ้านลองดื่มน้ำสักแก้วใหญ่ๆ
คุณจะรู้สึกว่าคุณจะทานอาหารอย่างอื่นได้น้อยลงซึ่งจะช่วยให้คุณมีเงินเหลือออมมากขึ้นนั่นเอง
และนอกจากนั้นคุณจะรู้สึกสดชื่นมากขึ้นอีกด้วย
15. ลดการสั่งอาหารจากข้างนอก ฟาดส์ฟูด และอื่นๆ (Cut
back on the convenience foods – fast
foods, microwave meals, and so on). ลดการสั่งอาหาร เช่น พิซซ่า ,
ไก่ทอด ฯลฯ อาหารฟาดส์ฟูด หรือ อบเนื้อด้วยไมโครเวฟส์
เพราะการสั่งอาหารจากจ้างนอกมาทานนอกจากจะแพงกว่าปกติแล้ว การทำอาหารทานเอง หรือ
การสั่งอาหารกล่อง
หรืออาหารตามสั่งมาทานก็จะช่วยให้ประหยัดค่าอาหารได้มากกว่าการสั่งอาหารฟาสด์ฟูด
ประเภท พิชซ่า หรือ ไก่ทอด ถึง 4-5 เท่าเป็นอย่างน้อย
16. เลิกพฤติกรรมสิ้นเปลือง
เช่น บุหรี่ เหล้า และยาเสพติด(Give up expensive habits, like
cigarettes, alcohol, and drugs). ถ้าผู้รักการออมเงินมีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ
บุหรี่ เหล้า หรือยาเสพติดชนิดอื่น
ก็ควรจะเลิกเสียเพราะพฤติกรรมดังกล่าวมีแต่จะทำให้เงินไหลออกและในขณะเดียวกันไม่มีอะไรดีๆที่ได้กลับคืนมาจากสิ่งเหล่านี้เลย
17. ปิดไฟให้หมดก่อนออกจากบ้าน (Be diligent
about turning off lights before you
leave). สละเวลาแค่ 1
นาทีเพื่อปิดไฟก่อนที่จะออกจากบ้าน แค่นี้คุณก็จะสามารถประหยัดได้เยอะทีเดียว
ผมเคยลดการเปิดแอร์โดยเปิดเฉพาะช่วงที่จะนอนเพื่อต้องการความผ่อนคลาย
ผลก็คือผมสามารถประหยัดค่าไฟได้เดือนละ 1,000 บาท หลักๆก็คือ
ลดการใช้พลังงานไฟฟ้านั่นเอง
18. แลกเปลี่ยนหนังสือ เพลงหรือหนังกับเพื่อนดู (Swap
books, music, and DVDs with your friends).
ผู้รักการออมเงินอาจจะลองแลกเปลี่ยนหนังสือ เพลง
หรือหนังกับเพื่อนดู แล้วจะพบว่ามีเงินเหลือออมเพิ่มขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
และนอกจากนั้นคุณก็จะมีหนังสือหรือเพลงใหม่ๆไว้อ่าน ฟัง
โดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มต่างหาก
19. ใช้ประโยชน์ตลาดของมือสอง(Maximize the
yard sales). ของมือสองหลายอย่างยังมีสภาพดี แทนที่ผู้รักการออมเงินจะเลือกซื้อของมือหนึ่งก็อาจจะลองหาของมือสองมาใช้แทนก็ได้
แล้วจะพบว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยให้มีเงินเหลือออมมากขึ้นไม่น้อยทีเดียว
20. เปลี่ยนหลอดไฟจากธรรมดา เป็นแบบประหยัดไฟ (Install
CFL (or, even better, LED) bulbs wherever it
makes sense). หลอดไฟแบบประหยัดไฟไม่ว่าจะเป็นชนิด CFL หรือ LED สามารถลดการใช้กระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 50%
ชนิดลดได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับหลอดไฟแบบธรรมดา
(ฮาโลเจน) แต่ก็จะมีราคาแพงกว่าเช่นกันแต่ก็มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า
เพราะฉะนั้นผู้รักการออมเงินควรจะพิจารณาทางเลือกดังกล่าว
ซึ่งเป็นทางเลือกที่จะให้ท่านมีเงินออมมากขึ้นแน่นอน
100 เด็ดเคล็ดลับการออมเงิน [เก็บเงิน] Part 3
21. ซื้อข้าวของเครื่องใช้โดยพิจาณาถึงความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าการซื้อเพราะราคาถูก (Buy appliances based on
reliability, not what’s cheapest at the store). ผู้รักการออมเงินหลายท่านอาจจะเคยซื้อสินค้าโดยดูที่ราคา
และมักจะซื้อสิ่งของที่มีราคาถูกที่สุดที่วางอยู่ในห้างมากกว่ามองที่อายุการใช้งานและความคุ้มค่าในระยะยาว
ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าผิด เพราะระยะยาวแล้วของที่ซื้อมาถูกๆ
มักใช้งานได้ไม่นาน คือคุณภาพมักจะมาพร้อมราคา เพราะฉะนั้นก่อนซื้อสิ่งของควรจะตรวจสอบดูก่อนว่าโดยปกติแล้วสิ่งของสิ่งนั้นมีอายุการใช้งานเฉลี่ยกี่ปี
แล้วเลือกซื้อให้เหมาะสม
22. ทำความสะอาดเครื่องกรองอากาศ(แอร์)รถเสียบ้าง (Clean
your car’s air filter). การทำความสะอาดแอร์รถที่เสื่อมสภาพหรือไม่ได้ทำความสะอาดนาน
สามารถช่วยให้ผู้รักการออมเงินประหยัดเงินได้ถึง 7%
เลยทีเดียว (จริงๆก็ควรทำความสะอาดแอร์ที่บ้านด้วย)
23. ซ่อนบัตรเครดิตการ์ด (Hide your credit
cards). เทคนิคง่ายๆ แต่ให้ผลดี เพราะการพกพาบัตรเครดิตไว้ในกระเป๋าสตางค์เสมอมักจะทำให้ผู้รักการออมเงินตัดสินใจจับจ่ายใช้สอยอะไรที่เกินความจำเป็นได้ง่าย
เพราะฉะนั้นควรจะเก็บบัตรเครดิตไว้ในที่ปลอดภัยที่บ้านจะดีกว่า
24. วางแผนการทำอาหารตามส่วนลด (Plan your
meals around your grocery store’s flye). ผู้รักการออมเงินหลายท่านอาจจะเป็นทั้งนักออมและพ่อครัวแม่ครัวฝีมือดี
แต่โดยปกติแล้วคุณมักจะคิดว่าวันนี้ทำอะไรกินดีโดยไม่ได้คำนึงถึงว่าส่วนประกอบในการทำอาหารที่ท่านใช้ราคาแพงหรือถูก
แต่ถ้าคุณคิดกลับกันว่าวันนี้ปลาลดราคา ผักลดราคา เราจะเอาปลากับผักไปทำอะไรกินดี
แบบนี้ก็จะช่วยให้ท่านเหลือเงินไว้ออมมากขึ้นแน่นอน
25. ทำการเปรียบเทียบราคาและค้นหาว่าที่ไหนราคาถูกที่สุด
(Do a price comparison – and find a
cheaper grocery store). โดยปกติคนเรามักจะเข้าไปซื้ออะไรที่เดิมๆเสมอ
โดยลืมนึกถึงว่าที่ๆเราไปซื้อนั้นขายถูกหรือแพง
โดยที่เราเอาความสะดวกและความเคยชินเข้าว่า แต่จริงๆแล้ว
ของที่คุณภาพเท่ากันเราควรจะเปรียบเทียบดูว่าที่ไหนขายถูกที่สุดและซื้อจากที่นั่น
9. เทคนิค & วิธีประหยัดเงินในกระเป๋า
เมื่อช้อปปิ้งเพื่อให้มีเงินเหลือออม
จาก : http://oom-oom.com
ประหยัดเงิน ประหยัดเงิน ประหยัดเงิน ใครๆก็อยากจะประหยัดเงิน
เพื่อที่จะได้มีเงินออม หรือมีเงินไว้จับจ่ายใช้สอยอย่างอื่นได้เยอะขึ้น
วันนี้เราจะนำเสนอเทคนิคการประหยัดเงินเวลาที่คุณไปช้อปปิ้ง
เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้รักการออมเงิน สามารถที่จะมีเงินเหลือไว้ออมได้มากขึ้น
ถามตัวเองก่อนว่าคุณเป็นนักช้อปปิ้งที่ดีหรือไม่ (Are you a good shopper?).
นักช้อปปิ้งที่ดีควรจะ
•รู้ว่าจำนวนเงินที่ตัวเองสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ในแต่ละครั้ง
(หรือแต่ละเดือน)
•วางแผนวางเราจำเป็นต้องซื้ออะไรบ้างในแต่ละสัปดาห์
หรือ แต่ละเดือน และแน่นอนถ้าเป็นไปได้ควรจะซื้อทุกอย่างเมื่อมีการจัดโปรโมชั่น
เพื่อจะได้ราคาที่ถูกที่สุด หรือ ซื้อของในเทศกาล เช่น ซื้อผลไม้ตามเทศกาลซึ่งจะมีราคาถูกมากกว่า
เป็นต้น
•ทำรายการสิ่งที่จำเป็นต้องซื้อ
และร้านที่ต้องไป เพื่อวางแผนในการเดินทาง
(แน่นอนค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็จำเป็นต้องประหยัด)
•ช้อปปิ้งแค่อาทิตย์ละครั้ง
•ไม่ควรรีบร้อนเมื่อไปช้อปปิ้ง
แน่นอนนักช้อปปิ้งที่ดีควรจะไปช้อปปิ้งเมื่อมีเวลาเท่านั้น
เพราะความรีบร้อนจะทำให้คุณตัดสินใจไม่รอบคอบพอในการเลือกซื้อสินค้า
•ไม่ควรช้อปปิ้งเมื่อหิว
แน่นอนความหิวก็ไม่ค่อยแตกต่างจากความรีบร้อนเท่าไหร่ เคยได้ยินประโยคที่ว่า “รีบซื้อ จะได้รีบไปกิน” หรือไม่
ความหิวจึงเป็นอุปสรรคของการประหยัดเงินในกระเป๋าเมื่อช้อปปิ้งอย่างหนึ่ง
•เวลาช้อปปิ้งควรเอารายการสินค้าที่ต้องซื้อที่เตรียมไว้ไปด้วย
และควรซื้อเฉพาะของอยู่ในรายการเท่านั้น (มีวินัยในการใช้เงิน)
•อ่านฉลาก
เพื่อความแน่นอนว่าเรากำลังซื้อสิ่งที่เราต้องการซื้อจริงๆ
เพราะซื้อผิดก็ต้องซื้อใหม่ ซึ่งแน่นอนต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น
ซึ่งเป็นอันตรายต่อการออมอย่างยิ่ง
•ตรวจสอบราคาของยี่ห้ออื่นๆเพราะของที่คุณภาพใกล้เคียงกันหรือเท่ากัน
บางยี่ห้อก็แพงกว่า
•ตรวจสอบของในหลายๆรูปแบบ
เช่น ของแช่แข็งหรือของบรรจุกระป๋อง มักมีราคาถูกกว่าของสด
•จดบันทึกว่า
สิ่งของเครื่องใช้ที่ซื้อไปราคาเท่าไหร่
ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์ในการวางแผนว่าต่อไปจะซื้ออะไร
รู้ราคาว่าสิ่งของแต่ละชิ้นราคาเท่าไหร่ และแน่นอน เมื่อมันลดราคาเราก็จะได้รู้
อ่านจบแล้วผู้รัก “การออมเงิน“ หรือ
นักช้อปปิ้งก็น่าจะตอบคำถามของตัวเองได้ว่า เราเป็นนักช้อปปิ้งที่ดีหรือเปล่า
และแน่นอนถ้าคุณทำตามวิธีการที่เราแนะนำ
รับประกันได้เลยว่าคุณจะมีเงินเหลือออมมากขึ้นแน่นอน
ซึ่งจะทำให้เป้าหมายการออมเงินที่คุณตั้งไว้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
10. วางแผนการใช้จ่ายเงิน
สงสัยจัง...
เงินหายไปไหน
หลายคนคงเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนุ่มสาววัยทำงานที่หลังเงินเดือน ออกแค่ไม่กี่วัน
แต่เงินในบัญชีกลับหายเกลี้ยงไปซะเฉยๆ พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าเงินหายไปไหน
สุดท้ายที่พอจะทำได้ คือ หยิบเครื่องคิดเลขออกมาบวกลบคูณหารดูว่าเงินที่เหลืออยู่จะพอใช้จนถึงสิ้นเดือนหรือไม่!!!
ไม่ว่าคุณจะมีเงินเดือนหลักหมื่นหรือเรือนแสน
แต่หากขาดการวางแผนจัดการเงินทองที่ดี เงินเดือนก็จะเป็นแค่ตัวเลขที่ผ่านมาทักทายบัญชีเงินฝาก
แล้วก็จากไป ไม่ร่ำลากัน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนี้ทุกเดือน ถึงเวลาที่จะรื้อ ปรับ ขยับวิถีชีวิตแบบเดิมๆ พร้อมเริ่มต้นวางแผนใช้จ่ายเงินกันแล้ว
อันดับแรก...
คุณต้องสะกดรอยตามเงินให้เจอก่อน และทางเดียวในโลกนี้ที่ จะช่วยให้คุณรู้ว่าเงินตั้งมากมายหายไปไหน
แถมยังช่วยแก้อาการชักหน้าไม่ถึงหลังของคุณได้เป็นอย่างดีก็คือ
รู้จักใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการใช้จ่ายเงิน และ
“จดบันทึกรายรับรายจ่าย” อย่างสม่ำเสมอ
แต่พอพูดถึงการจดบันทึกรายรับรายจ่าย หลายคนอาจบอกว่าน่าเบื่อหน่ายที่สุดในโลก
บ้างก็ว่าไม่จำเป็น ละเอียดถี่ยิบเกินไป แถมบางคนมองว่าเป็นการสร้างความยุ่งยากให้ชีวิตเข้าไปอีก
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าการจด
“สิ่งที่คุณซื้อ” เป็นงานยากเกินกว่าที่คุณจะรับไหว
นั่นถือเป็นการยอมรับ เป็นนัยๆ ว่า...
คุณควักเงินออกจากกระเป๋าบ่อยมากจนจดไม่ทัน
แต่หากคุณมั่นใจว่าคุณใช้จ่ายอย่างเหมาะสม
ทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ไปมีเหตุุมีผลทั้งนั้น ก็มาลองดูกันสักตั้ง
จะเป็นไรไป...
วิธีการก็ง่ายแสนง่าย แค่พกสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ กับปากกาติดกระเป๋าไว้
แล้วควักออกมาจด จด จด ทุกครั้งที่ได้รับเงินมาหรือใช้เงินไป
ไม่ว่าเงินก้อนนั้นจะเล็กน้อย (ในสายตาคุณ) ขนาดไหนก็ตาม
เมื่อมีสมุดกับปากกาแล้ว... เริ่มด้วยการจดตัวเลขรายได้ที่ได้มาในแต่ละวัน
สัปดาห์ หรือเดือนลงไป ทั้งเงินเดือน
ค่าเช่า ค่านายหน้า โบนัส จ๊อบพิเศษ รวมถึงรายได้ที่เป็นรายการพิเศษต่างๆ
อย่างเงินคืนภาษี เงินคืนจากประกันชีวิต หรือเช็คของขวัญในโอกาสต่างๆ ฯลฯ
คราวนี้ลองมาดูฝั่งค่าใช้จ่ายกันบ้าง หากสังเกตดีๆ
คุณจะพบว่าค่าใช้จ่ายแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ ค่าใช้จ่าย เพื่อการออมและการลงทุน ค่าใช้จ่ายคงที่
และค่าใช้จ่ายผันแปร
“ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและการลงทุน” คือ
ค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ต้องกันไว้ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นการจ่ายเพื่อตัวเองในการเดินตามความฝันหรือเป้าหมายที่ตั้งไว้
เช่น เงินออมเพื่อดาวน์รถ ดาว์บ้าน ท่องเที่ยว แต่งงาน ค่าเล่าเรียนลูก หรือเงินออมเพื่อเกษียณอายุ ฯลฯ
ที่สำคัญ... อย่าลืมแยกบัญชีเงินออมและลงทุนออกจากบัญชีใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อป้องกันความสับสนและเผลอถอนเงินออมออกมาใช้
“ค่าใช้จ่ายคงที่” คือ
ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนทุกเดือน เช่น ค่าผ่อน (เช่า) บ้าน
ค่าผ่อนรถ ค่าเบี้ยประกัน ค่าผ่อนสินค้า
หรือเงินกู้ต่างๆ ฯลฯ
“ค่าใช้จ่ายผันแปร” คือ ค่าใช้จ่ายที่มีจำนวนไม่เท่ากันในแต่ละเดือน
มีบ้าง ไม่มีบ้าง ไม่แน่นอน ยืดหยุ่นไปตามกิจกรรม ที่ทำในเดือนนั้นๆ
ส่วนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะการดำรงชีวิตของแต่ละคน เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ
ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่ารักพยาบาล บันเทิงเริงใจ เงินทำบุญ
ฯลฯ
หลังจาก จด จด
จด สะกดรอยตามเงินครบ 4 สัปดาห์ ลองบวกลบคูณหารค่าใช้จ่ายทั้งหมดในเดือนนั้น
แล้วเอาสมุดโน้ตมากางดู คุณจะเห็น “รูรั่ว” ของกระเป๋าสตางค์อย่างชัดเจน
ทีนี้แหละ...
ดวงตาที่เคยมืดมนก็เริ่มเห็นแสงสว่างขึ้นมาทันใด เมื่อสมุดเล่มเล็กๆ ราคาไม่กี่บาท
กลับกลายเป็น
“สมุดสติ” ที่ช่วยเตือนให้คุณเห็นถึงภัยร้ายจากค่าใช้จ่ายเล็กๆ
น้อยๆ วันละ 100 200 หรือ 300 ที่ทุกวันรวมกันก็เป็นพันเป็นหมื่นได้
ตอนนี้รู้แล้วสินะว่าเงินของคุณหายไปไหน รู้ลางๆ
แล้วใช่ไหมว่าทำไมเงินถึงไม่เคยพอใช้ หรือเพราะเหตุใดคุณถึงได้จนไส้แห้งทุกครั้งก่อนสิ้นเดือน
เฮ้อ!!! ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะ “คุณ”
นั่นแหละที่เจาะกระเป๋าตัวเอง
เอาเป็นว่า...
เมื่อมีเงินไม่พอใช้ในแต่ละเดือน ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจไป
ยังพอมีหนทางแก้ไขสถานการณ์ได้
ทางแรกคือ “หั่นรายจ่าย” อีกทางคือ “เพิ่มรายได้” แต่คุณเชื่อหรือไม่...
ร้อยทั้งร้อยเลือกที่จะหั่นรายจ่ายเพราะดูเหมือนจะง่ายกว่าหาทางเพิ่มรายได้หลายเท่า
เพียงแค่นั่งวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทั้งหมด
คุณก็พอจะรู้ว่าส่วนเกินตรงไหนที่สามารถตัดทิ้งได้บ้าง แต่การหารายได้เพิ่มนี่สิ
ยากสิ้นดี
การหั่นรายจ่ายที่ง่ายที่สุด คือ “การหั่นรายจ่ายผันแปรที่ไม่จำเป็นต่างๆ” อย่างค่าโทรศัพท์มือถือ ซื้อของฟุ่มเฟือย ลดการเที่ยวเตร่ ดูหนังฟังเพลง
หรือทานอาหารนอกบ้านให้น้อยลง ฯลฯ ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ
ค่าโทรศัพท์มักจะตัดออกไม่ค่อยได้ ทำได้แค่ลดปริมาณการใช้ลง
และเอาบิลไปจ่ายให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันค่าปรับจากการชำระล่าช้าเท่านั้น
แต่ใครอยากท้าทายกว่านั้น ลองพิจารณาลดค่าใช้จ่ายคงที่ เพราะแม้จะทำได้ยาก
แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ซะหน่อย ยกตัวอย่างเช่น
การรีไฟแนนซ์เพื่อให้ภาระดอกเบี้ยลดลง
หรือบางครั้งอาจต้องแลกกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของคุณ เช่น
หาบ้านใหม่ที่ค่าเช่าถูกลง หรือขายรถแล้วหันมาใช้บริการรถสาธารณะแทน
หากคุณ “เขียม” สุดๆ แล้ว
เงินก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี ก็อาจถึงเวลาที่คุณต้องมองหางานที่ให้ค่าตอบแทนสอดคล้องกับรายจ่ายของคุณหรือหางานพิเศษทำ
เชื่อเถอะว่า...
การจดบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นประจำ
นอกจากจะทำให้คุณเห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ในแต่ละวัน
สัปดาห์ หรือเดือนที่ผ่านมาแล้ว ยังช่วยให้คุณปรับวิธีใช้จ่ายเงินและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่าง
มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อค่าใช้จ่ายน้อยลง คุณก็จะมีเงินเหลือออมมากขึ้น
นอกจากนี้
ยังทำให้คุณสามารถวางแผนใช้จ่ายเงินได้อย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้นด้วย เช่น
ในแต่ละปี คุณรู้ว่าตอนเดือนตุลาคม คุณต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตปีละ 20,000 บาท
ฉะนั้น ก่อนจะถึงช่วงเดือนตุลาคม คุณก็สามารถที่จะทยอยสะสมเงินเตรียมไว้ทุกเดือนก่อนได้
ถ้าเห็นข้อดีของการจดบันทึกรายรับรายจ่ายแล้ว
ก็ควรทำอย่างจริงจังเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะการใช้จ่ายเงินทองอย่าง
“รอบคอบ”
และ “ระมัดระวัง” เท่ากับว่าคุณกำลังแง้มประตูไปสู่
“ความมั่งคั่ง” ในอนาคต
11. กฎเหล็ก 5 ประการ...
ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้
การใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองโดยไม่ยั้งคิด
อาจก่อเกิดให้ปัญหาทางการเงินตามมา แต่ถ้ายึดตาม กฎเหล็ก 5 ประการ คุณจะใช้จ่ายเงินได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
1) ตั้งงบก่อนใช้ การทำงบประมาณเป็นเหมือนการบังคับให้คุณ “คิดก่อนซื้อ”
2) เปรียบเทียบก่อนซื้อ ควรเปรียบเทียบราคา สินค้าก่อนซื้อ ถือคติว่า “ของดี ราคาเหมาะสม”
3) สรุปใช้สม่ำเสมอ ถึงจะเสียเวลา แต่รับรองว่าคุ้มค่าสุดๆ
เพราะคุณจะเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของคุณ
4) ใช้น้อยกว่าหาได้ ฟังดูง่ายๆ แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้
พึงระลึกไว้ว่าคุณควรจะใช้จ่ายให้น้อยกว่าเงินที่หาได้เสมอ
5) ไม่ใช้ก็ไม่ซื้อ อย่าซื้อของเพราะโปรโมชั่นดีมีของแถม
ลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ หรือเพราะเกรงใจพนักงานขาย
12. 5 เหตุผล...
ควรทำบันทึกรายรับรายจ่าย
1) ถ้าคุณต้องการเป็นเศรษฐี
เพราะ “เงิน”
เป็นปัจจัยสำคัญในการเป็นเศรษฐี และ “บันทึกรายรับรายจ่าย”
ก็เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณจัดการกับเรื่องเงินๆ ทองๆ
ได้อย่างจริงจัง
2) ถ้าคุณต้องการรู้จักตัวเองมากขึ้น
เพราะ “บันทึกรายรับรายจ่าย”
คือ แหล่งข้อมูลที่ดีที่จะบอกเล่าถึงกิจกรรมที่คุณทำ
พฤติกรรมที่คุณเป็นและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น
คุณอาจจะอึ้งเมื่อได้รู้นิสัยทางการเงินของตัวเอง
3) ถ้าคุณต้องการตัวช่วยในการสร้างนิสัยทางการเงินที่ดี
เพราะ “บันทึกรายรับรายจ่าย”
เป็นเครื่องมือง่ายๆ
ที่จะช่วยให้คุณกำหนดเป้าหมายในชีวิตได้ชัดเจนขึ้นและช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้คุณได้
4) ถ้าคุณไม่รู้วิธีจัดการเงิน
เพราะ “บันทึกรายรับรายจ่าย”
ช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับการใช้จ่ายและความสามารถในการหาเงิน
ซึ่งจะช่วยให้คุณจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5) ถ้าคุณต้องการมีความสุขทุกวัน
เพราะ “กิจกรรมต่างๆ”
ในชีวิตเราล้วนเกี่ยวข้องกับเงินแทบทั้งนั้น “บันทึกรายรับรายจ่าย”
จะช่วยให้คุณรู้ที่มาและที่ไปของเงินจากกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน
ซึ่งคุณจะสามารถจัดการกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความสุขจากอิสรภาพทางการเงินก็จะเกิดขึ้น
13. ..จด...จด...
สะกดรอยตามเงิน!!!
เคยสงสัยบ้างมั้ย...
หลังเงินเดือนออกแค่ไม่กี่วัน แต่เงินในบัญชีกลับหายเกลี้ยงไปซะเฉยๆ
พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกซะที สุดท้ายที่พอจะทำได้ คือ
หยิบเครื่องคิดเลขออกมาบวกลบคูณหารดูว่า เงินที่เหลืออยู่จะพอใช้ จนถึงสิ้นเดือนหรือไม่!!!
หากอยากรู้ว่ากระเป๋าสตางค์เรามีรูรั่วตรงไหน หรือใครเอาเงินของเราไป
ทางเดียวที่ทำได้คือ ต้องจด...จด...จด... สะกดรอยตามมัน ลองจดให้ครบเจ็ดวัน
แล้วคุณจะรู้ว่าใครเอาเงินของคุณไป
อย่าลืม!!! สรุปยอดรวมของ “รายรับ”
กับ “รายจ่าย” ในแต่ละเดือน
เพื่อช่วยย้ำเตือนว่าคุณบริหารเงิน เป็นหรือไม่ หมั่นตรวจสอบดู...
ได้เงินมากับใช้จ่ายไป ส่วนไหนที่มากกว่ากัน
14. นิสัยใช้เงิน บอกทางเดินชีวิต
เชื่อหรือไม่!!!
หาเงินได้เท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญที่ใช้เท่าไหร่ต่างหาก เพราะในแต่ละเดือน
เงินจะพอหรือไม่พอ
ขึ้นอยู่กับ “นิสัยใช้เงิน” ของแต่ละคน
จากจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่นิสัยใช้เงินต่างกัน ทางเดินชีวิตย่อมต่างกัน
15. สัญญาณเตือนภัย เมื่อใช้เงินเกินตัว
บ่อยครั้ง...
คนที่เริ่มเดือดร้อนเรื่องเงินยังไม่ตระหนักถึงสถานะของตนเอง
เพราะไม่มีไฟแดงกระพริบเตือน เป็นสัญญาณให้ทราบว่า กำลังใช้จ่ายเกินตัว
กินอยู่เกินฐานะ และอนาคตกำลังจะลำบาก ลองสังเกตดูว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่
เพราะหลายคนกว่าจะรู้ว่ามีปัญหาทางการเงิน ก็เกือบเอาตัวไม่รอดแล้ว
16. คุณกำลังจ่ายเงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่หรือเปล่า???
http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1527&Itemid=1432
คุณรึเปล่า...
ที่ซื้อเสื้อผ้าเพียงเพราะว่ามันกำลังลดราคาอยู่
หนักกว่านั้นคือเสื้อผ้าบางตัวยังถูกเก็บไว้ในตู้อย่างดีไม่เคยนำออกมาใส่เลยสักครั้ง
หากจะว่ากันไป ก็เหมือนคุณเอาเงินไปเก็บไว้ในตู้เฉยๆ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ หรือออกดอกออกผลใดๆ
ลองพิจารณาคำแนะนำเหล่านี้ เพื่อลดการใช้จ่ายเงินที่ไม่จำเป็นลงกันดีกว่า
ซื้อเท่าที่จำเป็น : ก่อนควักเงินออกจากกระเป๋า ลองชั่งใจดูสักนิดว่าจำเป็นหรือไม่
หากจำเป็นต้องใช้ค่อยซื้อ ที่สำคัญ... อย่าลืมเปรียบเทียบราคา คุณภาพ
และโปรโมชั่นต่างๆ ก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง
ติดตามการใช้เงินของตัวเอง : คุณสามารถติดตามการใช้จ่ายของตัวเองได้จากการเก็บใบเสร็จ
ป้ายราคาสินค้า หรือสลิปบัตรเครดิตและเอทีเอ็ม เมื่อเห็นว่ากระเป๋าตุงขึ้นเรื่อยๆ
ให้ลองหยิบขึ้นมาดู และสำรวจว่าคุณได้ใช้จ่ายไปมากแค่ไหนแล้ว
ทิ้งบัตรเครดิตไว้ที่บ้าน : ทุกครั้งที่คุณต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายของตัวเอง
คุณควรทิ้งบัตรเครดิตไว้ที่บ้าน เพราะคนเรามักเก็บเงินสดไว้เพียงเล็กน้อย
แล้วใช้บัตรเครดิตในการซื้อของ
พยายามสร้างนิสัยการใช้จ่ายใหม่ด้วยการใช้เงินสดแทนการรูดปรื๊ดๆ
ไม่ซื้อของตามแรงกระตุ้น
: ทุกครั้งที่ไปซื้อของคุณควรคิดให้ดีก่อนว่าต้องการสินค้านั้นจำนวนเท่าไร
อย่าให้แรงกระตุ้นของพนักงานขายทำให้คุณไขว้เขว เพราะคุณอาจได้สินค้าที่เกินความจำเป็น
และเสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ฯลฯ
เมื่อคุณสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสมและสามารถเก็บออมเงินได้มากขึ้น
คุณก็จะมีเงินเหลือไว้สำหรับลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตนเองในอนาคตมากขึ้นเช่นกัน
17. เงินจำกัด... หนี้มาก... ใช้อย่างไรให้พอ
http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1527&Itemid=1432
“จะทำยังไงดี...
เงินเดือนที่ได้มาดูท่าจะไม่พอใช้หนี้ ไหนจะค่ากินค่าอยู่อีก” แบบนี้... ก็ถึงเวลาที่คุณ ต้องมานั่งรื้อ ปรับ ขยับวิถีชีวิตแบบเดิมๆ
พร้อมทบทวนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินในแบบของคุณว่ามีอะไรที่พอจะลด
ละเลิกออกไปได้บ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เงินรั่วไหลออกจากกระเป๋า ลองมาดู “วิธีหั่นรายจ่าย เพิ่มรายได้” ง่ายๆ ที่คุณอาจมองข้ามไป
นอกจากเคล็ดลับต่างๆ
ที่กล่าวมาแล้ว เชื่อว่า... แต่ละคนยังมีเคล็ดลับในการตัด หั่น หรือเฉือนรายจ่าย
และ เพิ่มรายได้อีกหลากหลายรูปแบบที่ไม่ซ้ำกัน ยังไงก็รีบลงมือซะตั้งแต่วันนี้
จะได้มีเงินพอใช้ ไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม
18. ป้องกันรูรั่วจากการหลงลืม
http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1527&Itemid=1432
เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วน๊า!!! ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยล่าช้า
หรือค่าปรับจากการไม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบัตรเครดิต ตามกำหนด
แต่ไม่ว่าจะเกิดจากการหลงลืม หรือจงใจผิดนัดชำระเงินใดๆ ก็ตาม
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือรูรั่วที่ไม่ควรเกิดขึ้น ในชีวิตเรา
ลองสร้างปฏิทินส่วนตัวขึ้นมาสักใบ
เพื่อป้องกันรายจ่ายที่เป็นรูรั่วเหล่านี้ดูดีกว่า...
|
อาทิตย์
|
จันทร์
|
อังคาร
|
พุธ
|
พฤหัส
|
ศุกร์
|
เสาร์
|
|
1
ค่าผ่อนบ้าน |
2
|
3
|
4
ค่าบัตรเครดิต |
5
|
6
|
|
|
7
|
8
|
9
|
10
ค่ามือถือ |
11
ค่าเคเบิลทีวี |
12
|
13
|
|
14
|
15
|
16
ค่าไฟฟ้า |
17
ค่าน้ำประปา |
18
|
19
|
20
|
|
21
ค่าผ่อนแอร์ |
22
|
23
|
24
|
25
ค่าโทรศัพท์บ้าน ค่าอินเทอร์เน็ต |
26
|
27
|
|
28
|
29
|
30
ค่าผ่อนรถ |
31
|
นอกจากการสร้างปฏิทินส่วนตัวจะช่วยป้องกันรายจ่ายที่ไม่ควรต้องเสียอย่างดอกเบี้ยล่าช้าหรือค่าปรับต่างๆ
ได้แล้ว ยังช่วยให้คุณวางแผนเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายล่วงหน้าได้อีกด้วย เช่น
คุณรู้ว่าทุกวันที่ 21
คุณต้องจ่ายค่าผ่อนแอร์ ฉะนั้น ทันทีที่เงินเดือนออก
คุณก็สามารถกันเงินส่วนหนึ่งเตรียมไว้จ่ายค่าผ่อนแอร์ก่อนได้
พอถึงเวลาที่ต้องจ่ายจริงๆ จะได้ไม่ต้องไปวิ่งหาเงินมาจ่ายให้วุ่นวาย
19. เทคนิคการช้อปปิ้งอย่างฉลาด
http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1527&Itemid=1432
ในแต่ละเดือนคุณอาจมีค่าใช้จ่ายที่ต้องบริหารจัดการอยู่มากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายสำหรับ ของกินของใช้ภายในบ้าน
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในแต่ละเดือน
แต่หากคุณสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ ก็จะช่วยประหยัดเงินและทำให้คุณมีเงินเหลือเก็บออมมากขึ้นด้วย
จดรายการสิ่งของที่ต้องซื้อก่อนช้อปปิ้ง
ก่อนซื้อของ
คุณควรจดรายการสินค้าที่ต้องการ และมุ่งตรงไปยังรายการของที่จดมาเท่านั้น อย่าหลวมตัวซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น
เพียงเพราะสินค้านั้นมีโปรโมชั่นใหม่ๆ
คูปองส่วนลดพิเศษ
ซุปเปอร์มาร์เก็ตมักแจกคูปองส่วนลดพิเศษ
เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการในโอกาสต่อไป เมื่อคุณได้รับคูปองต่างๆ
ควรตรวจดูว่าคูปองหมดอายุเมื่อไหร่ และใช้คูปองส่วนลดนั้นในการซื้อของใช้จำเป็น
เช่น ผงซักฟอก ยาสีฟัน สบู่ ฯลฯ
เปรียบเทียบราคาสินค้ากับปริมาณ
เพื่อให้ได้สินค้าที่ต้องการในราคาที่ดีที่สุด
คุณอาจต้องเปรียบเทียบยี่ห้อและดูปริมาณพราะบางครั้งผู้ผลิตทำแพคเกจที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป
แพคเกจที่ดูใหญ่อาจมีปริมาณน้อยกว่ายี่ห้อที่มีแพคเกจเล็กกว่าก็ได้
รู้แหล่งซื้อของถูก
การรู้จักแหล่งซื้อของถูกจะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้ แม้เล็กน้อย
แต่หากรวมกันหลายครั้งเข้าก็เป็นเงินจำนวนมากเลยทีเดียว
ปลูกผักสวนครัวไว้ในบ้านบ้าง
การปลูกผักสวนครัวที่ใช้เป็นประจำ เช่น ผักชี กระเพรา โหระพา พริก มะนาว
ฯลฯ ไว้ใช้เองบ้าง จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง
ทั้งยังเป็นกิจกรรมยามว่างที่เพลิดเพลินอีกด้วย
นอกจากนี้
คุณต้องช่วยกันประหยัดค่าสาธารณูปโภคอื่นๆ ภายในบ้าน ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ
โดยไม่เปิดน้ำและไฟทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น
หรือเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ฯลฯ
เมื่อสมาชิกภายในบ้านร่วมมือร่วมใจกันใช้จ่ายอย่างประหยัดเช่นนี้แล้ว
เชื่อได้ว่ารายจ่ายภายในบ้านจะลดลง และช่วยเพิ่มเงินออมของครอบครัวได้มากขึ้น
20. พักร้อนอย่างประหยัดและคุ้มค่า
http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=1527&Itemid=1432
หลายคนอาจกำลังมองหาช่วงเวลาที่จะพักผ่อนประจำปี
เพื่อเติมพลังให้กับตนเองและพร้อม ที่จะใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบมานานไปกับทริปในฝัน
แต่ไม่ว่าจะไปเที่ยวภูเขา เดินป่า ชมทะเล เล่นน้ำตก เดินเล่นในไร่ หรือที่ใดๆ ก็จำเป็นที่ต้องมีการวางแผนที่ดี
เพื่อให้การเดินทางครั้งนี้เป็นทริปที่ประทับใจ ไม่ทำให้เสียทั้งเงินและเวลา
วางแผนและเก็บเงินล่วงหน้า : ก่อนตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนที่ใด
ควรเลือกสถานที่และกำหนดงบที่ต้องใช้ไว้ล่วงหน้า เพราะหากตอนนี้มีเงินไม่พอ
คุณจะได้หาทางประหยัดเงินในกระเป๋าได้ทัน
เที่ยววันธรรมดา : ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการเที่ยวในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์
แถมยังมีความสุขในการพักผ่อนอย่างแท้จริง ไม่ต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยวอีกด้วย
เปรียบเทียบราคาอย่างถี่ถ้วน : หากคุณจะไปกับบริษัททัวร์
คุณควรเปรียบเทียบราคาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อทัวร์ เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีทีสุด
ศึกษาแหล่งท่องเที่ยวที่จะไป : วางแผนท่องเที่ยวอย่างรอบคอบ
ศึกษาทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่จะไป แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ร้านอาหารพื้นเมืองที่แนะนำ
พร้อมสำรวจเส้นทางให้ครบถ้วน เพื่อให้ใช้เวลาและเงินของคุณได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
จัดสรรงบประมาณในการช้อปปิ้ง : ลิสต์รายชื่อคนที่จะซื้อของไปฝาก
และจัดสรรงบประมาณขึ้นมาก้อนหนึ่ง เพื่อบังคับตนเองไม่ให้ใช้จ่ายเกินกว่าที่ควรจะเป็น
………………ขอให้คนอ่านไม่มีหนี้และมีชีวิตที่เป็นสุขครับ…………………
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น