วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557


รวมวิธีไม่เป็นหนี้ชีวีมีสุข 2
จุดประสงค์ของผู้รวบรวมคืออยากให้คนไทยทุกคนไม่มีหนี้และมีชีวิตที่มีความสุขตลอดไป  ไม่ได้ต้องการแสวงหาประโยชน์จากการนี้ในทางใดทั้งสิ้น ขอให้ผู้อ่านมีความสุขจากการไม่มีหนี้ครับ...

1. 15 วิธีหั่นค่าใช้จ่าย-เพิ่มรายได้ เมื่อ "เงินเดือน" ฝืด...

"เงินเฟ้อ" พุ่ง  เรื่องโดย : พอใจ พุกะคุปต์

จาก :  http://www.nationejobs.com/content/money/pfinance/template.php?conno=364

 

 จะทำยังไงดี ถ้า "อัตราเงินเฟ้อ" พุ่งทะลุ 4% ไปแล้ว แต่ตัวเลขปรับเพิ่ม "อัตราเงินเดือน" ประจำปีของคุณ กลับป้วนเปี้ยนอยู่แค่ 3-4%

 

แย่แน่ๆ ถูกเงินเฟ้อวิ่งแซงแบบนี้ ถ้าคุณต้องแบกต้นทุนชีวิตที่แพงขึ้น ดอกเบี้ยเงินกู้เริ่มขยับ น้ำมันยังพุ่ง แถมเงินถูกเงินเฟ้อกัดกร่อนอีก มาถึงตรงนี้ อาจต้องรื้อปรับขยับวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ด้วยการ ลด ละ เลิก พฤติกรรมบางอย่างออกไป

 

เพราะการ "เฉือนค่าใช้จ่าย" ก็เท่ากับเป็นการ "เพิ่มเงินออม" ไปในตัว

 

Fundamentals ฉบับนี้ หยิบยก "15 วิธีหั่นค่าใช้จ่าย-เพิ่มรายได้" ที่คุณอาจมองข้ามหรือนึกไม่ถึงมานำเสนอ

 

เพราะการดำเนินชีวิตประจำวันแบบซ้ำๆ เดิมๆ จนกลายเป็นความ "คุ้นเคย" อาจทำให้คุณนึกไม่ถึงว่า มีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้เงินบางอย่างเป็นเรื่องไม่จำเป็นเอาซะเลย แต่ที่คุณยังทำอยู่เป็นกิจวัตร ก็เพราะความเคยชินนั่นเอง

 

เมื่อตัวแปรทางเศรษฐกิจไม่เอื้อให้คุณใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ได้ เงินเดือนที่บริษัทเพิ่งปรับเพิ่มให้ เมื่อคิดเป็นสัดส่วนยังน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อเสียอีก เช่นเงินเดือนเดิมของคุณอยู่ที่ 20,000 บาท บริษัทปรับเพิ่ม 4% คิดเป็นเม็ดเงินก็เพิ่มขึ้นแค่ 800 บาท ขณะที่คุณมีค่าน้ำมันรถในแต่ละเดือนประมาณ 5,000 บาท แต่พอราคาน้ำมันขึ้นค่าน้ำมันวิ่งขึ้นไปเป็นเดือนละ 7,000 บาท แค่ส่วนเพิ่มของค่าน้ำมันเพียงอย่างเดียว เงินเดือนที่เพิ่งปรับเพิ่มก็ดูท่าว่าจะไม่พอซะแล้ว

 

แบบนี้ ก็ถึงเวลาที่คุณต้องมานั่งทบทวนพฤติกรรมการใช้เงินในแบบของคุณ ว่ามีอะไรบ้างที่พอจะปรับเปลี่ยน เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเป็นการเพิ่มเงินออมไปในตัว

 

ยังไม่ทันเริ่มต้นขยับอะไร หลายคนก็บอกว่า ตอนนี้อะไรก็แพงไปหมด นึกไม่ออกว่าจะตัดค่าใช้จ่ายตรงไหนทิ้ง เชื่อเถอะว่าต้องมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่คุณกำจัดได้ แต่อาจจะคาดไม่ถึงไม่ว่าจะเรื่องกิน ชอปปิง ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ที่ทำให้เงินรั่วไหลออกนอกกระเป๋าได้บ่อยๆ

 

@เบรกซื้อแบรนด์เนม....ข้อแรกยังไม่ยากจนเกินไป แต่อาจจะขัดใจสาวนักช้อปไปหน่อย พูดก็พูดเถอะ ยามที่เงินเดือนฝืด เงินเฟ้อพุ่งแบบนี้ เงินเดือนทั้งเดือนของคุณอาจยังไม่พอซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบหนึ่งเลย ช่วงนี้ก็ลองใช้ของโนเนมไปพลางๆ ก่อน อาจจะคันไม้คันมือเล็กน้อยสำหรับคนที่เคยใช้เสื้อผ้า และรองเท้าแบรนด์เนมอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าตัดใจจากข้าวของแบรนด์เนมไว้สักพัก คุณจะมีเงินออมโผล่มาอีกเพียบ

 

@เลือกโปรโมชั่นมือถือที่เหมาะและประหยัด....กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ไปเสียแล้วสำหรับโทรศัพท์มือถือ ภาวะฝืดเคืองแบบนี้ นอกจากเพลาๆ การเกาะติดเทรนด์แฟชั่นมือถือแล้ว โปรโมชั่นมือถือเป็นอีกอย่างหนึ่งที่คุณอาจต้องทบทวน เพราะเดี๋ยวนี้ผู้ให้บริการค่ายต่างๆ แข่งขันกันปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นแบบที่คุณได้ประโยชน์มากขึ้นเยอะ แต่บางคนยังใช้โปรโมชั่นแบบเก่าๆ ที่ยังต้องจ่ายแพงอยู่

 

ลองปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นดู ให้เหมาะกับการใช้งานจริง หรือให้เข้ากับโปรโมชั่นในปัจจุบัน ที่มักลดราคาจนน่าใจหาย เช่น คุณใช้โปรโมชั่นโทร 1,000 บาทเหมาจ่าย 300 บาทมา 5 ปีแล้ว ทั้งที่จริงคุณโทรไม่ถึง 1,000 บาทสักเดือน ปัจจุบันมีโปรโมชั่นใหม่โทร 700 บาทจ่าย 200 บาท ทางที่ดีคุณน่าจะปรับโปรโมชั่นมาเป็นอย่างหลังจะเหมาะกว่า อย่างน้อยก็ประหยัดเงินไปอีกนิด

 

@โละของเก่าขาย....ก็กระเป๋าทั้งแบรนด์เนม โนเนมที่วางอยู่เกลื่อนบ้านคุณนั่นแหละ ลองโกยออกมาวางขายดูบ้าง ไหนจะรองเท้าหลากสีหลายสไตล์ที่วางเป็นตั้ง เสื้อผ้าที่ยัดอยู่ล้นตู้ อันไหนไม่ใช้แล้วก็คัดออกมาขายจะดีกว่า มองหาตลาดนัดขายของมือสอง ซึ่งเดี๋ยวนี้มีอยู่เกลื่อนกลาด

 

โละของเก่าออกมาขายแบบนี้ จะช่วยให้เงินคุณมีเงินออมขึ้นมาอีกไม่น้อย ลองดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่านอกจากได้เงินออมเพิ่มแล้ว คุณยังได้ความสนุกและความภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้าน ไม่แน่นะ คุณอาจจะมีอาชีพที่ 2 คือ ขายของเป็นงานอดิเรกเลยก็ได้

 

@เขย่าค่าฟิตเนส....มีหนุ่มสาวออฟฟิศจำนวนไม่น้อย ที่มีไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ด้วยการไปฟิตเนสก่อนหรือหลังเลิกงาน โดยต้องจ่ายเงินเป็นหลักหมื่นต่อปี ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ แล้ว เมื่อวินัยเกิดหย่อนยานขึ้นมา คุณแทบจะได้ไปแค่สัปดาห์ละครั้ง หรือเผลอๆ อาจจะเป็นเดือนละครั้ง

 

กรณีนี้มีหลายแบบ แบบแรกคือ ถ้าคุณมีบทเรียนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือจ่ายแล้วไปบ้างไม่ไปบ้าง ลักษณะนี้ให้คุณเปลี่ยนมาเป็นไปวิ่งหรือเอ็กเซอร์ไซส์ตามสวนสาธารณะใกล้บ้านดีกว่า หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นจ่ายรายวัน ฟิตเนส หลายแห่งเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาเล่นฟิตเนสโดยการจ่ายเป็นครั้งหรือเป็นรายวันได้ คิดเป็นวันอาจจะแพงนิดหน่อยเมื่อเทียบกับราคารายปี แต่คุ้มกว่าที่คุณต้องจ่ายเงินเป็นรายปีแล้วไม่ได้ไปเล่น

 

อีกกรณีหนึ่งคือ ยอมจ่ายเงินค่าฟิตเนสแพงๆ เพราะอยากเล่นกิจกรรมแค่อย่างเดียว เช่น คุณอยากเล่นโยคะแต่ต้องยอมจ่ายค่าสมาชิกรายปีเพื่อเข้าไปเล่นโยคะในสถานออกกำลังกาย ทำไมไม่ลองเปลี่ยนมาเป็นมองหาสถานที่มีไว้สำหรับเล่นโยคะเพียงอย่างเดียว ถูกกว่าตั้งเยอะ

 

การออกกำลังกายเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพกาย และใจของคุณ แต่ถ้าต้องแบกค่าใช้จ่ายแพงๆ เอาไว้ สุขภาพทางการเงินของคุณนั่นแหละจะแย่

 

@เปลี่ยนบรรยากาศมาใช้ระบบขนส่งมวลชน....ยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ใครๆ ก็สะกดคำว่าประหยัดกันคล่องปากกันทั้งนั้น น้ำมันพุ่งซะขนาดนี้ ถ้าคุณยังพอใจที่จะซิ่งรถไปทำงานหรือไปไหนก็ไหน ก็คงต้องยอมแบกค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น แต่ถ้าหากใครที่เริ่มบ่น และเหนื่อยหน่ายกับราคาน้ำมันที่พุ่งเอาพุ่งเอา คุณอาจจะหันมาปฏิวัติระบบการสัญจรของตัวเอง

 

การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนในบ้านเรา ก็ไม่ได้ลำบากลำบนตรงไหน เดี๋ยวนี้ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน ต่างก็ให้ความสะดวกสบายไม่น้อย รถตู้ก็มีให้บริการทั่วทุกหัวมุมเมือง แต่ถ้าหากยังยืนยันที่จะใช้รถยนต์ต่อไป คงต้องวางแผนการเดินทางที่รอบคอบขึ้น หันมาใช้ระบบคาร์พูล หรือไม่ก็ลองเปลี่ยนมาใช้แก๊สโซฮอล์ อาจจะช่วยคุณประหยัดขึ้นได้บ้าง

 

@มองหาช่องทางสร้างรายได้พิเศษ....ยามที่ค่าใช้จ่ายพร้อมใจกันขึ้น จนต้นทุนการจับจ่ายใช้สอยของคุณบานปลายหนักขึ้นทุกวัน การหารายได้พิเศษเพิ่ม เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยคุณปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้ง มาถึงตอนนี้ คุณลองสำรวจตัวเองดูซิว่าคุณมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง

 

ร้อยลูกปัด ทำเทียนหอม เพ้นท์เล็บ ทำขนมเค้กและคุกกี้ แปลงาน พิมพ์งาน ทำเวบไซต์ ทำอาหาร ซ่อมคอมพิวเตอร์ ถ่ายภาพ ถ้าที่ว่ามาทั้งหมดนี้ยังไม่มีอะไรสักอย่างที่คุณทำได้ ก็ลองมองหาคอร์สฝึกอาชีพ ที่อาจจะต้องลงทุนด้วยเงินนิดหน่อย แต่ในอนาคตอาจจะสร้างอาชีพและทำเงินให้คุณก็ได้

 

@เลือกเป็นสมาชิกหนังสือ-เคเบิลทีวี.....คุณรึเปล่า ที่เป็นสมาชิกแมกกาซีนแฟชั่นเดือนละ 3 ฉบับ หนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ คิดเป็นเงินรวมๆ แล้วเดือนละหลายตังค์ทีเดียว อ่านทันบ้างไม่ทันบ้าง จนบางครั้งคุณเองก็ยอมรับว่าไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ เพราะเนื้อหาของแมกกาซีนนั้นไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ ถ้าอย่างนั้น ถ้าต้องอัพเดทแฟชั่นอยู่ตลอดเวลาจะบอกเลยก็ใช่ที่ ทำไมไม่ลองลดการเป็นสมาชิกลงเหลือเล่มเดียวก็พอ

 

ยังมีบางคนที่นอกจากจะเป็นสมาชิกหนังสือหลายเล่มแล้ว ยังเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีอีก ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ เพราะกว่าจะก้าวเข้าประตูบ้านก็ดึกดื่นเข้าไปแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้บอกเลิกเถอะ เปลืองสตางค์เปล่าๆ

 

เบ็ดเสร็จแล้ว ทั้งค่าแมกกาซีน และเคเบิลทีวีพอบอกเลิกสมาชิกแล้ว มีเงินเหลืออีกหลายพันเลย

 

@ประหยัดน้ำไฟ.....ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ก็ได้ยินเสียงพูดกรอกหูอยู่ตลอดว่าให้ประหยัด คุณอาจจะทำจริงจังบ้าง เล่นๆ บ้าง แต่ในสถานการณ์ที่เงินเดือนก็เพิ่มน้อย แต่ค่าใช้จ่ายแพงขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้เห็นทีคุณต้องจริงจังกับการประหยัดพลังงาน ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ต้องหั่นให้ได้ ส่วนแบบแผนการประหยัดค่าน้ำค่าไฟนั้น เชื่อว่าเป็นเรื่องที่หลายคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าควรปฏิบัติกันอย่างไร

 

@เดินทางท่องเที่ยวให้น้อยลง.......อาจจะเป็นข้อที่ขัดใจคุณเล็กน้อย แต่ไม่ได้บอกให้หยุดเดินทางท่องเที่ยวไปเลย เพียงแต่ให้จำนวนทริปน้อยลงหน่อย เช่น เคยเที่ยวปีละ 3-4 ทริป ก็อาจจะเหลือสักปีละ1-2 ครั้งพอ หรืออาจจะปรับมาเป็นเที่ยวใกล้ๆ แทน บางคนอาจจะปรับลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยการพักและกินใช้ในแบบที่ประหยัดขึ้น

 

@ตั้งลิมิตชอปปิง...สำหรับสาวนักช้อปมือทองทั้งหลาย จะช้อปแบบสนุกมือเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ใครที่บอกว่าถ้าให้เลิกช้อปขอตายซะดีกว่า ประเภทนี้แนะว่า ให้ตั้งลิมิตไว้เลยว่า ในแต่ละเดือนคุณมีโควตาชอปปิงไม่เกินเดือนละ 10% ของรายได้ ไม่ว่าจะอยากได้เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ ให้ขีดเส้นไว้เลย ถ้าถึงกรอบเมื่อไหร่ก็หยุด อยากได้อะไรค่อยไปช้อปเดือนถัดไป

 

@ใจแข็งไม่ให้คนอื่นยืมเงิน...การช่วยเหลือญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเป็นเรื่องดี แต่ถ้ายืมสตางค์กันบ่อยๆ คุณนั่นแหละคือ คนที่ต้องมานั่งทุกข์ เพราะจัดการเรื่องเงินทองไม่ลงตัว ถ้าหากสถานการณ์การเงินของคุณเองก็ย่ำแย่และร่อแร่เต็มที ก็อย่าเพิ่งริไปโอบอุ้มคนอื่น เดี๋ยวจะเข้าตำราเตี้ยอุ้มค่อมไปเสียเปล่าๆ

 

ถ้าถูกคนใกล้ตัวออกปากยืมสตางค์บ่อยๆ คุณต้องรู้จักปฏิเสธ ไม่ว่าจะแบบตรงไปตรงมาหรืออ้อมๆ ก็ต้องทำใจแข็งเข้าไว้ เพราะถ้าไม่รู้จักปฏิเสธ กระเป๋าสตางค์ของคุณบาดเจ็บแน่

 

@ลดใช้บัตรเครดิต....ในยามสถานการณ์ปกติ กฎเกณฑ์การใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปในแต่ละเดือนควรจะอยู่ในราว 10-20% ใครที่คุมการรูดบัตรไม่ให้เกินเดือนละ 10% และชำระเต็มจำนวนทุกเดือน ถือว่าคุณเป็นคนใช้บัตรเครดิตที่มีวินัย แต่ในยามที่ต้นทุนชีวิตแพงขึ้นแบบนี้ คุณอาจต้องคุมการใช้บัตรเครดิตไม่ให้เกินเดือนละ 5% ของรายได้ ถ้าคุณมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท เคยใช้บัตรเครดิตเดือนละ 10% หรือ 2,000 บาท แล้วลดมาเหลือ 5% เท่ากับว่าคุณประหยัดเงินได้ตั้ง 1,000 บาท

 

@ปาร์ตี้สังสรรค์ให้น้อยลง...เข้าใจอยู่หรอกว่าไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวสมัยใหม่ มักต้องออกไปปาร์ตี้สังสรรค์หลังเลิกงาน ถ้าเดือนหนึ่งคุณปาร์ตี้สัปดาห์ละ 2 วัน เท่ากับเดือนละ 8 วัน จำนวนเงินใช้สำหรับปรนเปรอความสนุกสนานอาจไม่เท่ากัน แต่แน่นอนว่าถ้าคุณยังขืนไปสังสรรค์เดือนละ 8 วันเหมือนเดิม แทบไม่มีทางลดค่าใช้ได้เลย แต่ถ้าคุณลดงานปาร์ตี้สังสรรค์ให้น้อยลงบ้าง ไม่ต้องถึงกับหยุด แค่ลดเหลือเดือนละ 4 วันหรือสัปดาห์ละครั้ง แค่นี้คุณอาจจะประหยัดเงินไปได้ครึ่งหนึ่ง เช่น เคยจ่ายเพื่อสังสรรค์เดือนละ 4,000 บาท ก็เหลือแค่ 2,000 บาท เอาเงินก้อนนี้เก็บไว้เติมน้ำมันดีกว่า

 

@ทำอาหารกินเอง....ใครที่เคยใช้ชีวิตแบบชิล..ชิล ดินเนอร์นอกบ้าง มื้อกลางวันฟาสต์ฟู้ด แต่เมื่อคิดจะประหยัดอาจต้องปรับเปลี่ยนแบบอย่างของความเป็นอยู่ ลองหันมาทำอาหารกินเองภายในครอบครัวดีกว่า นอกจากช่วยคุณประหยัดเงินแล้ว ยังเป็นโอกาสที่คุณจะได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่น

 

@ซื้อของช่วงเซลล์.....ไม่ว่าคุณจะเป็นแม่บ้านหรือสาวออฟฟิศ ก็ย่อมต้องซื้อของใช้ประจำบ้านแทบทุกเดือน ทั้งสบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ไปจนถึงขนมนมเนย เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายประหยัดของคุณ ก็อาจจะต้องหัดสังเกตและหูไวตาไว ว่าช่วงไหนห้างลดราคาสินค้าข้าวของเครื่องใช้ แล้วค่อยไปจับจ่ายในช่วงนั้น

 

นอกจาก 15 เคล็ดลับการจับจ่ายใช้เงินที่หยิบยกมาพูดข้างบนนี้แล้ว เชื่อเหลือเกินว่าแต่ละคนยังมีช่องทางในการกำจัดค่าใช้จ่ายและวิธีเพิ่มรายได้ในแบบที่ไม่ซ้ำกัน

 

2.  10 วิธีเพื่อประหยัดรายจ่ายปัจจัยสี่ 

เรื่องโดยพัชราภรณ์ อริยะภัคภิญโญ

ข้อมูลจากเว็บไซต์กองทุนบัวหลวง www.bblam.co.th  เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2556

จาก  : http://money.th.msn.com

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า อาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แต่ค่า ใช้จ่ายสำหรับปัจจัยสี่นี้เป็นค่าใช้จ่ายหลักที่คุณต้องเสียไปไม่น้อยกว่า 70% ของเงินที่คุณได้รับในแต่ละเดือน

เมื่อมันเป็นค่าใช้จ่ายหมวดหลักขนาดนี้ คุณควรต้องมีมาตรการที่ดีพอในการควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิ ภาพมากที่สุด

 

          10 วิธีง่ายๆ ที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายปัจจัยสี่

 

          รับประทานอาหารในบ้าน:  ข้อดีของการรับประทานอาหารในบ้านคือช่วยประหยัดเวลา และได้ทำอาหารรับประทานเองโดยมีคุณภาพที่ควบคุมได้  วิธีนี้ดีและประหยัดกว่าการรับประทานอาหารนอกบ้าน และยังได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย แต่หากคุณชอบทานอาหารที่ร้านอาหารเกือบจะทุกมื้อ ก็ขอแนะนำให้เปิดร้านอาหารขายคนอื่นไปด้วยเลยจะดีกว่า

 

          ซื้อของแพ็คประหยัด:  การเลือกซื้อสินค้าแบบแพ็คประหยัด หรือการซื้อแบบยกโหลจะช่วยลดต้นทุนของสินค้าได้ ทั้งนี้ ขอแนะนำให้เลือกซื้อของใช้พื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและไม่เสียง่าย และหากเป็นอาหารสดก็ต้องกะปริมาณที่เหมาะสมกับการบริโภคในครอบครัว  ต้องระวังไว้ว่าแพ็คประหยัดนั้นอาจมีปริมาณมากเกินกว่าที่จะบริโภคได้หมดก่อนของในแพ็คจะหมดอายุ

 

          สิทธิพิเศษของสมาชิก: ห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่จะจัดรายการพิเศษสำหรับสมาชิกเพื่อให้ซื้อของในราคาที่ถูกกว่า และอาจมีการให้สะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัลอีกด้วย ถ้าคุณไม่พลาดสิทธิ์การเป็นสมาชิกของห้างสรรพสินค้าต่างๆ คุณก็จะได้รับข่าวสารที่ทางร้านค้าจัดส่งให้ ทำให้ไม่พลาดโอกาสที่จะได้ซื้อของในราคาที่ถูกลง

 

          การลดราคาอาหารสำหรับของที่ใกล้หมดอายุ:  ช่วงเวลาใกล้ปิดห้างร้านสรรพสินค้าต่างๆ ในแต่ละวัน ห้างฯ จะนำอาหารสดมาขายลดราคา นี่คือโอกาสทองที่คุณจะได้ซื้ออาหารในราคาที่ต่ำลง ซึ่งขอแนะนำให้คุณเลือกซื้อเป็นอาหารสดและนำมาแช่แข็งไว้ จะคุ้มค่ากว่าการซื้ออาหารสำเร็จรูป

 

          ชำระด้วยบัตรเครดิต: หากคุณสามารถจ่ายชำระคืนทั้งหมดโดยไม่ต้องผ่อนจ่ายก็ขอแนะนำให้ใช้บัตรเครดิตเพื่อสะสมแต้มและเพื่อชะลอเงินสดของคุณไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือไว้ในกองทุนตราสารหนี้ที่เบิกถอนได้ทุกวัน  เรียกว่าให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม ซึ่งเงินของเราจะทำงานให้โดยมีดอกผลไปอีกไม่ต่ำกว่า 1 เดือน  เรียกว่าได้สองต่อ  แต่ถ้าคุณมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะใช้เงินเกินตัวก็ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิตเพราะหากคุณไม่สามารถจ่ายค่าบัตรเครดิตได้ทั้งหมดตามจำนวนเงินที่จ่ายไปเมื่อเขาเรียกเก็บ คุณจะต้องจ่ายผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แพงมากเป็นอันดับสองรองจากหนี้นอกระบบทีเดียว

 

          สินค้าทดแทน : หากรายการอาหารที่คุณโปรดปรานมีราคาแพง ลองเปลี่ยนมาบริโภคสิ่งที่คล้ายกันแต่ราคาถูกกว่า ซึ่งอาจมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าของราคาแพงด้วยซ้ำ หากเสื้อผ้าแบรนด์เนมเกินกำลังที่คุณจะซื้อหา ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่สวยไม่หล่อ  เพราะคุณสามารถซื้อหาตามความจำเป็นในราคาที่ประหยัดกว่าอย่างมหาศาลในแหล่งช้อปปิ้งต่างๆ ที่ชาวต่างชาติที่มาเมืองไทยมักจะไปกัน  (แม้แต่ Fund Manager จากต่าง ประเทศที่มาเมืองไทย หากมีเวลาเขามักจะถามทางไปจตุจักร ประตูน้ำ สยามสแควร์ ฯลฯ เพื่อซื้อของดี ราคาถูก)

 

          บัตรส่วนลด : บัตรส่วนลดของสินค้า หรือโปรแกรมพิเศษจากบัตรเครดิตในการซื้อสินค้าจะทำให้ต้นทุนการซื้อลดลง ลองตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซด์ของสินค้านั้นๆ จะทำให้คุณทราบข้อมูลข่าวสารดีๆ ที่จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าคุณได้

 

          จัดทำรายการสินค้า : จดรายการสินค้าที่จะต้องซื้อทุกครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อของแบบห้ามใจไม่อยู่ จนทำให้งบประมาณบานปลาย  ยิ่งเป้นการซื้อครั้งใหญ่ แบบซื้อบ้าน  คุณยิ่งต้องเปรียบเทียบและวางแผนล่วงหน้าให้ดี  อย่าทำอะไรเกินตัวด้วยการซื้อคฤหาสน์ราคาแพงลิบในขณะที่คุณต้องทุรนทุรายหาค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือนอย่างน่าสงสาร

 

          งดอาหารสำเร็จรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป : อาหารเตรียมเสร็จส่วนใหญ่จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่คุณภาพต่ำ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการความรวดเร็ว (ความจริงคือขี้เกียจ) แต่อย่าลืมว่าหากเปรียบเทียบราคากับอาหารที่ซื้อมาปรุงเองคุณอาจอยากเสียเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณ

 

          ผู้ซื้อที่ดี ต้องเปรียบเทียบราคา : วิธีสุดท้ายที่เราแนะนำคือ คุณต้องสำรวจราคาสินค้าในแต่ละที่ เพราะต้นทุนที่ต่างกันทำให้ร้านค้าตั้งราคาขายไม่เท่ากัน ดังนั้น คนฉลาดควรทำการสำรวจราคาสินค้าก่อนซื้อ เพราะแม้กระทั่ง ค่ารักษาพยาบาลในเรื่องเดียวกันยังมีราคาต่างกันได้ และค่าหมอ ค่ายา ค่าโรงพยาบาลก็เป็นรายจ่ายที่เราไม่เคยรู้ล่วงหน้าเลยว่าจะเป็นเท่าไร แถมยังต่อรองราคาไม่ได้อีกด้วย ดังนั้น โปรแกรมโปรโมชั่นในการรักษาพยาบาลที่มักมีมากับเครดิตการ์ดจึงเป็นเรื่องมีประโยชน์ และที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องมีประกันสุขภาพ

3.  แชร์วิธีลดค่าใช้จ่าย(เก็บเงิน)กันจ้า

เรื่องโดย honeypiezone และเพื่อน ๆ


ตามหัวข้อเลยค่ะ คือตอนนี้พายพยายามจะลดค่าใช้ลง เพราะโตแล้ว ควรเลิกเฟ้อใช้จ่ายไร้ประโยชน์ซะที ตามนี้เลยค่ะ

1. งดใช้บริการแท็กซี่ ทำบัตรรถไฟฟ้ารายเดือน และขึ้นรถเมล์ รถตู้บ้าง

2. ลดการไปสปาแพงๆ ถ้าอดไม่ได้ก็ไปนวดขัดผิวตามร้านธรรดาเอา

3. งานอดิเรกจากเดินห้าง ชอปปิ้ง เที่ยว ดื่ม กินกระจาย ก็ไปนอนอ่านหนังสือ ปั่นจักรยานเลยตามสวนสาธารณะแทน

4. เปลี่ยนจากดินเนอร์นอกบ้าน เป็นทำอาหารทานเอง แล้วขึ้นไปนอนกินลมชมวิว แช่น้ำที่คอนโด

5. แต่ก่อนซื้อหนังสือไม่ยั้ง อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง บางเล่มหลายพัน เปลี่ยนไปอ่านที่ร้านนะแหละ ค่อยซื้อเล่มไหนดีจริงๆ และยืมห้องสมุดมหาสิทยาลัยบ้าง

6. ยิมที่คอนโดก็มีี จะสมัครฟิตเนสทำไม

7. ทานอาหารธรรมดาบ้าง อร่อยเหมือนกัน อิแพงๆค่อยให้แฟนพาไป(แผนสูง)

8. อย่ามองข้ามเงินเหรียญหรือเศษเล็กเศษน้อย เอาไปใช้ร่วมกับแบงค์ไม่น่าเกลียดหรอก

9. ใกล้ๆแค่นี้เดินบ้างก็ได้ ไม่เห็นต้องเอารถออกเลย

10. รับเงินทอนบ้าง ค่าบริการนะเค้าบวกไปแล้ว

11. แอร์ น้ำ ไฟ ไม่ใช่ก็ปิดๆบ้าง

12. ให้ยืมเท่าที่จำเป็น อันนี้สำคัญ อย่าใจอ่อน เพราะมักจะไม่ได้คืน

13. เสื้อผ้าไม่เห็นต้องแบรนด์ทุกตัว แค่เสื้อยืดหรือชุดนอนใส่แบบไหนก็ได ตัวไหนเป็นการเป็นงานค่อยลงทุน (เดี๋ยวแฟนก็ซื้อให้เอง กร๊ากก)

14. ไม่เห็นต้องซื้อบ่อยขนาดนั้น ที่มีอยู่เอามาใช้ให้หมดก่อนเหอะ

15. เครื่องสำอาง ที่มีอยู่ใช้ให้หมดก่อนนะค่อยซื้อ ราคากลางๆก็พอแล้วมันแดงเหมือนกันอ่ะแหละ ไม่จำเป็นต้องแพงถึงจะดี (ยกเว้นรอบดวงตา ขอไว้)

16. รองเท้า มีเยอะไปแล้วนะ ซื้อไว้ใช้งานหลายๆแบบก็พอ ไม่ใช่แบบละหลายๆสี เลือกขาวกะดำไว้ ใส่ได้ทุกชุดอ่ะแหละ

17. แฟชั่นจะตามอะไรมากมาย เอาที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ สวยไม่แพ้ใครเลยน้า

 18. นั่งสตาร์บัคทุกวัน เดือนนึงก็หลายพัน ก็นั่งอยู่ที่โรงเรียนอ่ะแหละ หนังสือมีให้อ่านฟรี แอร์ก็เย็น ทำการบ้านเสร็จค่อยกลับบ้าน

19. หัวตัวเองนะ สระไดร์เองก็ไม่ได้ยากอะไร ทำเองดีกว่า

    ^^ ตอนนี้คิดได้เท่านี้ค่ะ ใครมีวิธีอะไร หรือทำแบบไหน เอามาแชร์กันบ้างนะค่ะ โตแล้วเริ่มคิดได้ ไม่อยากเฟ้อค่ะ^^ ขอบคุณค่ะ

- thanaporn

จำกัดเงินที่พกไปใช้ค่ะ มีแค่ไหนจะได้ใช้แค่นั้น ถ้าเผื่อติดกระเป๋าไว้เยอะเดี๋ยวใช้เพลิน

- ไอรี

เก็บก่อนใช้

- bo

ไม่ใช้ชีวิตให้ฟุ่มเฟือยก็เหมือนกับไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยแหละจ้า

- Malisa

 

ตอนได้ใช้ก็ใช้ๆๆๆๆๆ ตอนนี้ก็เริ่มเก็บๆๆๆๆๆๆ หลังจากทำเงินเกลี้ยงบัญชีไปหลายที

ตอนนี้มีการกำหนดค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ไม่งั้นควักหายๆ ไม่รู้ใช้ไปเท่าไหร่

ตอนนี้รับเงินเดือนปุ๊บ แยกแบ่งเงินปั๊บเลย

 

กินวันละ 200 x 30 วัน = 6,000

 ค่านวด เดือนละ          = 1,000

ค่าไฟ                      = 1,400

ค่าซักรีด                   = 1,000

ค่าเนต.                     = 600

ค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ( ของจุกจิก ฟุ่มเฟือย ซึ่งบางเดือนก็เกินงบ แต่พยายามคุมอยู่ ) = 5,000

รวมคร่าวๆ 15,000 ที่เหลือ เก็บเข้าแบงค์ อิอิ แต่ตอนหลังมีผ่อนคอนโด ทุกเดือน ( แอบแฟนซื้อ ) ก็ถือว่าตรงนั้นเป็นเงินเก็บเราไปส่วนหนึ่ง มีหนี้ จะได้ฟุ่มเฟือยน้อยลง  

 

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเช่าคนโด, ค่าน้ำมัน, ค่าซ่อมบำรุงรถ,ค่าซื้อของใช้เข้าบ้าน ,เครื่องสำอางค์ ไม่ได้จ่ายเอง หุหุ

- GYM

ตัวเรานะ  คิดว่าเราไม่เคยใช้ฟุ่มเฟือย  เงินเราส่วนใหญ่จะหมดไปกับการลงทุน หรือ กิจการใหม่ๆ เสมอ  แต่เรื่องช๊อปเราอดได้ 

 

วิธีของเราคือ 

 

คิดก่อนจะซื้อเสมอ   คือ ถ้าต้องการซื้อรองเท้า เราจะหาข้อมูลก่อนว่า อยากได้รองเท้าอะไร รูปแบบใหน  ยี่ห้ออะไร  ราคาเท่าไหร่   มีความจำเป็นที่ต้องซื้อมากน้อยแค่ใหน  ใช้ได้บ่อยมั้ย   หรือกระเป๋า  เสื้อผ้า อื่นๆ  เราจะคิดวางแผนก่อนซื้อเสมอ   เมื่อได้สิ่งที่ต้องการไว้ในใจแล้ว   เราก็ไปตามสถานที่นั้น  

 

เช่นเราต้องการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อหนึ่ง   เราก็ไปที่ร้านนั้น และจ่ายเฉพาะค่ากระเป๋าใบนั้น  แม้ว่า เสื้อผ้าร้านข้างจะลดราคา  หรือ  ชั้นล่างจะมีโปรโมชั่น  เราก็ไม่ซื้อ   เราไม่เคยซื้อสิ่งของโดยที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า  

 

ทานอาหารนอกบ้าน อย่างมีระบบ   เช่น  ทานอาหารกับครอบครัวหรือเพื่อน สองครั้งต่อสัปดาห์ ในงบประมาณนี้  เราต้องตั้งงบไว้   ไม่ใช่ว่า ใครชวนก็ไปกับเค้าไปหมด  มันทำให้คุมค่าใช้จ่ายไม่ได้

 

ใช้บริการฟรี หรือ จ่ายน้อย แต่คุณภาพดีก่อน   เช่น ขัดหน้านวดหน้า  บางครั้งเราทำเองก็ได้  หนึ่งเดือน หรือ สองเดือน เราไปหาผู้ชำนาญการซักครั้ง  ของเรานี่ จะไปเช็คสภาพหน้าทุกหกเดือน   แต่ขัดหน้า นวดหน้า เสริมสวยด้วยตัวเองก่อน  ก็สวยได้ค่ะ  ออกกำลังโดยการไปวิ่งในสวนสาธารณะ เล่นฟิสเนส ฟรี 

 

ทำอาหารทานเอง  โดย การไปเดินตลาดสด สัปดาห์ละครั้ง  ตอนที่เราอยู่เมืองไทย  เราจะไปตลาดบางกะปิ  เลือกของดีมีคุณภาพ  คิดวางแผนเมนูไว้ล่วงหน้า  แล้วซื้อของมา  จัดการหั่นแพ็คใส่กล่องไว้  พอถึงเวลาก็เอาออกมาปรุง  สะดวกและประหยัดได้ดีมาก  แถมของที่ตลาดสด ถูกมากๆๆๆ 

 

ค่าเน็ต ค่าโทรศัพท์  ใช้แค่จำเป็น   อาจเป็นแบบ เหมาจ่ายรายเดือน  หรือ เติมเงิน ก็ว่ากันไป   แล้วแต่ความจำเป็นของแต่ละคน 

 

ส่วนเงินที่ได้มาแต่ละเดือน  เราต้องแบ่งว่า เก็บกี่เปอร์เซ็นต์  ค่าอาหารเท่าไหร่ ค่าเสื้อผ้าเท่าไหร่  ค่าสันทนการเท่าไหร่

 

ต้องมีการจดบันทึกทุกวัน  พอสิ้นเดือน  ก็ทำสรุปค่าใช้จ่าย   อะไรมากไป น้อยไป ก็ปรับใหม่ในเดือนต่อไป

 

ต้องวางแผน  และ  จดบันทึก  พร้อมกับเคารพตัวเองค่ะ   

 

บางคนชอบว่า เรางก ขี้เหนียว  แต่เราไม่สนใจค่ะ เราถือว่า  เรามีแผนการอย่างนี้  ทำให้ชีวิตเราไม่สะดุด  มีเงินใช้ ไม่ต้องยืมใคร  และมีเงินเก็บไว้ยามฉุกเฉิน 

 

- tucxkie

ให้ทำบัญชีรายจ่ายด้วยค่ะ ให้เป็นนิสัยแล้วคุณจะรู้ตัวเองว่าวันนึงๆเสียเงินกับอะไรที่ควรจะประหยัดได้ไหม

 

ตั๊กเองเมื่อก่อนและจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นคนใช้เงินเก่งค่ะ แต่ก็เพลาลงบ้างแล้ว เพราะตอนนี้เริ่มใช้ชีวิตคู่แล้วก็ต้องคิดถึงอนาคตอย่างเช่นถ้าครอบครัวคุณแฟนจะมาเที่ยวเราก็อยากทำให้เค้าประทับใจแต่ก็ไม่เกินตัวเราด้วย เป็นต้นค่ะ คือเราไม่อยากเอาชีวิตไปผูกกับใคร

 

อีกอย่างนึงเดี๋ยวนี้จะซื้ออะไรก็คิดค่ะว่าของที่มีอยู่เรายังใช้ไม่หมด ไม่ครบเลย ตอนเราซื้อมาก็ว่าดีๆ ไหงจะเอาอันใหม่อีกแล้วล่ะ

 

เรื่องทำกับข้าว ไม่ออกไปทานข้าวนอกบ้านก็ได้ผลดีนะคะ เราทำเองคุณแฟนเห็นว่าเราทำให้เค้าก็ดีใจแล้วค่ะ โรแมนติกเรียกคะแนน สร้างความอบอุ่นให้ชีวิตรักด้วย ช่วยกันทำ ช่วยกันเตรียม ช่วยกันเก็บก็สนุกดีออก ไปทานข้างนอกบ่อยๆ มันก็ชินจนไม่โรแมนติกแล้วเนาะ

 

ไม่รู้ว่าเรียกเราว่าขี้เหนียวมั๊ยแต่ยาสีฟันนี่เราก็รีดให้แบน อะไรที่เป็นพลาสติกตัดได้เราก็ตัดก่อนที่มันจะหมดก็ใช้ได้อีก 2-3 ครั้ง

ที่เราทำเพราะเราเคยชินเห็นคุณแม่ทำอ่ะค่ะ ที่บ้านไม่ได้เดือดร้อนอะไรแต่คุณแม่มักจะบอกว่ามีคนเยอะแยะที่ไม่ได้โชคดีเหมือนลูก ใช้มันให้คุ้มค่าเงินด้วยจ้ะ :) อ้อ ที่บ้านเราแยกขยะด้วยค่ะ พวกกระดาษกับขวดและกระป๋องเราจะเก็บไว้ให้ยามเค้าเอาไปขายค่ะ คือบ้านเราขวดน้ำอัดลมกับขวดเบียร์และก็ขวดนม ขวดน้ำเยอะ ก็เป็นการสร้างมิตรภาพที่ดีได้ในระดับหนึ่งจ้ะ :)

 

 

4.มาแชร์วิธีประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับชีวิตมนุษย์เงินเดือน

เมืองกรุงกันครับ  เรื่องโดย jiggawattและเพื่อน ๆ

จาก : http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/2011/08/B10936386/B10936386.html

จากภาวะเศรษฐกิจเยี่ยงปัจจุบันกาลนี้  เราในฐานะมนุษย์เงินเดือน มาแชร์วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายแบบเจ๋งๆ กันครับ  เพื่อเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน  ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกความคิดเห็นครับ

-ซูเฟล่เนยแข็ง กับซอสปู

มีอยู่ช่วงนึงต้องทำงานใน North park หาอะไรกินยากมาก จะเดินไปกินก็ไกล แดดก็ร้อน  กินของบริษัทก็เบื่อ สุดท้ายเราเลยพกข้าวไปกินเองสบายใจ เดือนนั้นเหลือเงินให้

ช้อปเพียบเลยค่ะ

 

กับข้าวก็เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เช้าขึ้นมาก็ใส่ไมโครเวฟอุ่นหน่อย ก็เรียบร้อย

หรือออฟฟิศใครมีไมโครเวฟกับตู้เย็น ก็แช่ช่องฟรี๊ซไปเลยค่ะ เที่ยงปุ๊บเข้าไมโครเวฟปั๊บ

อร่อยทันใจ

 

เมนูนึงที่แนะนำคือยำปลากระป๋อง เตรียมเครื่องไว้ให้พร้อมแบบแยกส่วนกัน มะนาวลูกนึงพอเที่ยงปุ๊บก็ เปิดปลากระป๋อง บีบมะนาว โรยเครื่อง อร่อยอย่าบอกใครเลยค่ะ

- M style

ผมประหยัดด้วยการกินน้ำเปล่าครับ ไม่กินพวกน้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ มันประหยัดได้เยอะพอควรเลยนะ

เพราะน้ำเปล่าฟรี แต่น้ำอัดลมหรือชาเขียว ก็ 10 บาทขึ้นไปล่ะ

 

กินน้ำเปล่า แทนน้ำอัดลมสัก 50 ครั้ง ก็ประหยัดไปได้แล้วอย่างน้อย 500 บาท

 

ช่วงปลายเดือน เสาร์อาทิตย์ ก็อยู่บ้านเฉยๆ เล่นเน็ตไป อ่านหนังสือไป หาอะไรทำไป

ไม่ออกจากบ้าน ก็ไม่ต้องเสียเงิน กินของที่บ้านครับ

 

อีกอย่าง งดเดินเข้า 7 สักพัก บางทีเดินผ่านอยากเข้าไปหาซื้ออะไรหน่อย ก็ข้ามๆ ไป

เข้า 7 ที นี่ก็หมดไปสัก 30 บาทได้ล่ะ

-ชื่อนี้ไม่มีคนรู้จัก

" งด " ไม่ใช่ ลด นะครับ " งด " น้ำอัดลมทุกชนิด (เพื่อสุขภาพด้วย) ชา กาแฟที่ต้อง " ซื้อ "

กินของฟรีที่บริษัทครับ ถึงแม้จะรสชาติไม่เทียบเท่า แต่ก็ประหยัดไปได้โข

สุดท้ายเลือกกินของที่มีประโยชน์ครับ ของพวกนี้ไม่ต้องเสียดายเงิน เช่น ผลไม้ สลัดผัก

-จิลาร์ดิโน่11

ลองเข้า 7-11 ไม่บ่อย ลดได้บานเลยครับ

- endimian

ทำกับข้าวกินเอง ส่วนวันหยุดก็เพลาๆการออกไปลั้ลลานอกบ้านบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้ออกจากบ้านปุ๊บก็มีแต่ต้องเสียตังค์ ทั้งค่าพี่วิน ค่าขนมในเซเว่น ค่าดูหนัง ฯลฯ

- TheRed2008

กินมื้อเดียวครับ 

ไม่ล้อเล่นนะครับ  งานในเมือง ทำผม น้ำหนัก ขึ้นมาก  ต้องลดอาหาร เพราะ ออกกำลังไม่ทันเผา

- Culture

ที่ลดได้ก็เรื่องเกี่ยวกับความฟุ่มเฟือยนั่นแหละครับ แต่เรื่องอาหารการกิน จำเป็นมากครับ ที่จะต้องกินอาหารให้ได้สารอาหารเพียงพอ และ กินอาหารที่มีประโยชน์

 

1. ลดเรื่องอาหารการกิน -> กินอาหารที่ถูก และ มีคุณค่า(คุ้มเงิน) งดขนมขบเคี้ยว ของกินเล่น (พวกนี้จะแพง) น้ำอัดลม กาแฟสด(กินแบบชงเอาถูกกว่ามว๊ากกกกก ได้กาเฟอีนเหมือนกันแหละ ผมกินกาแฟฟรีของบริษัท รสชาติมัน"กาก"มากกกกก แต่ผมใช้วิธีชงเสร็จผสมน้ำเย็น แล้วยกรวดเดียวจบ ตบด้วยน้ำปล่าว) ฯลฯ

2. ลดการไปดูหนังโรง(ค่าตั๋วเกือบ 200 ถ้าอยากไปดูโรง ไปเครือ Apex หรือ House แค่ 100 เดียว) เช่าแผ่นมาดูที่บ้านก็ได้ (แต่ผมโหลดบิตเอา เหอๆ)

3. ใช้ของที่ทดแทนกันได้ เช่น มือถือ ถ้ารับสาย-โทรออก อย่างเดียว ก็ซื้อเครื่องละพันก็พอ ถ้าซื้อ BB iPhone มาแชท เล่นเกม เสริมความมั่นใจ ผมว่าไม่ค่อยจำเป็น

4. ใช้ของที่มีอยู่ให้คุ้มที่สวดดด ก่อนซื้อใหม่

5. อย่ามัวแต่ลดรายจ่าย ต้องหารายได้เพิ่มด้วย เพราะเราจะประหยัดกระเบียดกระเสียนให้ตายยังไงก็ได้กลับมาน้อยครับ สู้หาเงินเพิ่มด้วย จะได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า เผลอๆต่อยอดได้อีกครับ

6. ทุกครั้งที่ใจเตลิดไปกับการชอปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ควรตั้งสติ พิจารณาให้รอบคอบก่อนซื้อทุกครั้งครับ ว่าเราต้องการมันจริงๆ ซื้อมาแล้วใช้คุ้มจริงหรือไม่ อย่างผม ตอนนี้ อยากได้จอคอมพ์ LED 23" 6500 บาท ให้เหตุผลว่า ตอนนั่งทำงาน ใช้ 2 จอมันสะดวกกว่าใช้แค่จอเดียว จะออกไปพันทิพย์อยู่แล้ว แต่คิดไปคิดมา คิดไปคิดมา ลองชั่งใจอีกทีว่าต้องการมันจริงหรือ หรือใจเตลิดไปเพราะอ่านรีวิวแล้วเค้าเชียร์ว่าดี คุ้ม หรือเปลี่ยนไปเอาจอเล็กกว่า และถูกกว่ามาใช้ดี ชั่งใจดีๆก่อนจับจ่ายเงินครับ

-จำฉันได้ไหม

ก็ประหยัดแบบที่สามารถปฏิบัติได้จริงอ่ะค่ะ  ที่เล่นมุขให้กินข้าวมื้อเดียว มันก็เกินไปหน่อย เจ็บป่วยขึ้นมามันไม่คุ้มกัน  >0<"

 

- เลือกแพคเกจมือถือแบบเหมาะสมกับการใช้งาน, ไม่เมาท์เรื่องไร้สาระทางมือถือนานๆ

- เลือกอาหารการกินที่คุ้มค่า ประเทศไทยมีอาหารดีๆ ราคาถูกๆ เยอะแยะ

- เดินทางด้วยรถสาธารณะ ประหยัดค่าน้ำมันรถ

- อย่าไปทำธุรกิจเครือข่ายอย่าง aim star network เด็ดขาด ฮ่าๆๆๆๆ

 

ปล. เดี๋ยวต้องมีคนมาบอกให้ หารายได้เพิ่มขึ้น แน่ๆเลย  ^_^  แล้วก็จะบอกว่า ทีผมเองยังทำได้เท่านั้นเท่านี้ ... ไม่อยากมาต้องคอยประหยัดอดออม  รับไม่ได้ ฯลฯ  ( ตอบจากประสบการณ์ในการเล่นเวปนี้ ฮ่าๆๆๆ )

ถ้าไม่เริ่มนิสัยประหยัด มีเพิ่มเท่าไรก็ใช้มากขึ้นตามกันน่ะแหละ

-สดใสซาบซ่า

ตอนนี้อะไรที่มันฟุ่มเฟือยก็ไม่ซื้อแล้วค่ะ เสื้อผ้า ช้อปปิ้งก็ไม่ค่อยไปแล้ว

เสาร์-อาทิตย์ อยู่บ้านไม่ต้องออกไปเที่ยว นี่ก็ประหยัดได้เยอะเลย

เพราะออกไปเที่ยวทีไรต้องจ่ายอย่างน้อย 500

-ฮาริมะคุง

นั่งรถเมล์ฟรีครับ

บางทีก็เดินกลับบ้าน  ไม่นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

- I Get fizzy

เราลดค่าใช้จ่ายในงานอดิเรกอะ ที่ผ่านมาหมดไปกับค่าอุปกรณ์งานอดิเรกเยอะมาก ชอบเย็บปักถักร้อย ก็จะชอบไปสำเพ็งช้อปผ้า, ริบบิ้น, ไหมพรมลูกไม้กระดุมสวย ๆ ไปทีนึงก็หมดเป็นหลักพัน เดินห้างชอบไปร้านหนังสืออีก หมดไปอีกแระค่าหนังสืองานฝีมือญี่ปุ่นเล่มละ 500+ ไม่งั้นจะเหมือนทำงานออฟฟิศเพื่อเอาเงินไปซื้อไหมพรม นอกจากนี้ก็จะพยายามอยู่ติดบ้าน แล้วรื้อเอาของที่ซื้อเก็บไว้มานั่งทำๆๆๆ จะได้ไม่ต้องไปเดินห้างให้เปลืองเงิน เดินห้างมันเปลืองเงินจริง ๆ นะ ออกไปทีเดี๋ยวก็อยากได้นู่นได้นี่ หิวทีก็อยากกินอะไรแพง ๆ เหมือนให้รางวัลตัวเอง แต่รู้สึกจะให้บ่อยไปหน่อย กระเป๋าเลยแฟ่บซะ...

 

เรางดช้อปเสื้อผ้ามาได้ 4 เดือนแล้วทั้งที่เมื่อก่อนทุกอาทิตย์ต้องมีเสื้อใหม่ โดยการรื้อค้นตู้เสื้อผ้า พบว่ามีที่ยังไม่ได้ใส่เพียบเลย เพราะไม่กล้าใส่มั่ง กลัวดูไม่ดีมั่ง ก็เอามา mix & match ซะ เลยรู้ว่าไอ้ที่ผ่านมาเราคิดไปเองทั้งสิ้นว่ามันจะดูไม่ดี เชย ไม่สวย ฯลฯ ตัวที่ใส่ไม่ได้ เช่น สั้นไป เราก็เลาะช่วงล่างออกแล้วเอาอีกตัวมาเย็บติด ใส่ได้อีกชิว ๆ ตัวที่ใส่ไม่ได้และไม่ชอบ ก็จะโละเอาไปบริจาคที่แพลตตินั่ม ขนไปสองรอบแล้ว ได้บุญและได้จัดห้องไปในตัว ส่วนตัวที่ใส่ไม่ได้เพราะเก่าไม่สวยแล้วแต่ยังชอบแพทเทิร์น ก็จัดการเลาะเก็บไว้แกะแบบ ไว้วันว่าง ๆ ( และมีไฟ ) ก็จัดการตัดเองเลย โดยใช้ผ้าที่สะสมไว้นั่นแหละ ส่วนรองเท้า, เครื่องสำอางก็ถ่ายรูปลงประกาศขาย ขายได้ละ 2 อย่าง 400 บาท ได้เงินกินข้าวไปอีก อย่างน้อยก็ไม่ต้องทิ้งให้เสียของ

 

พยายามตื่นเช้าจะได้ไม่ต้องพึ่งมอไซค์รับจ้าง หรือแท๊กซี่

 

กับข้าวรู้สึกว่าประหยัดคุ้มค่า ก็มี

 

1. ข้าวต้ม

หุงข้าวต้มหม้อนึงกินได้ทั้งวัน ซื้อหอยลายกระป๋องรสเผ็ด, ผักกาดดองกระป๋อง, ทอดไข่เจียว มากินแกล้ม 

 

2. แกงเขียวหวาน

ซื้อแกงถุงนี่แหละ ถุงละ 30 บาท แล้วก็ซื้อขนมจีนเปล่า ๆ ครึ่งโล 13 บาทได้เพียบ  แบ่งกินได้สองมื้อ ตกมื้อละ 20 นิด ๆ อิ่มด้วย ถ้าขนมจีนเหลือ มื้อถัดไปก็จะไปซื้อส้มตำ 20-25 บาทมาคลุก ได้แล้วตำซั่ว ประหยัดไป 5-10 บาท

-น้ำค้างบนพื้นดิน

1. เป็นคนติดกาแฟ ต้องกินทุกวัน ค่ากาแฟแก้วละ 40 อัพต่อวัน เดือนๆนึงก็พันกว่าบาท

เปลี่ยนเป็นซื้อกาแฟ 3 อิน 1 ห่อละ 95 บาทมี 28 ซอง กินวันละซอง ประหยัดเดือนนึงพันนิดๆ

2. ข้าวเช้า แต่ก่อนต้องแวะตลาดซื้อหมูปิ้ง ขนมปัง แซนวิชอะไรหลายอย่าง เช้าละ 30 อัพ

เปลี่ยนเป็นซื้อนมกล่องตุนที่บ้าน แช่เย็นไว้ เช้าก็หยิบมากิน ตกกล่องละไม่เกิน 10 บาท กินกับข้าวที่ติดๆตู้เย็น เอามาอุ่นกิน

3. ข้าวเที่ยง ลดการกินข้าวข้างนอกมื้อละ 50-150 มากินข้าวโรงอาหารให้บ่อยขึ้น โรงอาหารที่โรงงานขายจานละ 17 บาท (ทนๆรสชาติหน่อย)

4. สังสรรค์กับเพื่อนน้อยลงนิด แต่ข้อนี้ยังทำไม่ได้ เพื่อนชวนเมื่อไหร่ก็ไป 5555

5. ค่าเดินทางคงที่ เพราะขับรถเอง น้ำมันต่ิอเดือนประมาณ 2 พันกว่าบาท

6. ขยันอยู่โอให้มากขึ้น เพราะโรงงานเราบังคับเราทำโอ 2-3 วันต่อสัปดาห์ ถ้าเราขี้เกียจก็อยู่แค่ 2 วัน ถ้า่ขยันก็ 3 วัน (่ค่าโอต่อวันประมาณ 500 ค่ะ)

-เวลาไม่เคยหยุด

ทำกับข้าวกินเอง

วันหยุดเน้นอยู่บ้านเยอะๆ

อย่าออกข้างนอกบ่อย หมดเงินจริงๆ

-แม่น้องปัน

เช่านิยายมาอ่าน วันเสาร์อาทิตย์ พอติดนิยาย จะมีอะไรทำ ไม่ต้องออกนอกบ้าน  ไม่เสียเงิน   หรือจะปลูกต้นไม้  ทำความสะอาดบ้าน  หางานอดิเรก เพื่อลดกิจกรรมนอกบ้าน

 

ทำอาหารรับประทานเอง กับครอบครัว หรือซื้ออาหารเข้ามาทาน ประหยัดกว่าออกไปรับประทานนอกบ้านมาก  ยิ่งครอบครัวใหญ่ออกไปทานทีหลายตังค์

 

ลดความอยากลง  ใช้ชีวิตพอเพียง  ใช้ของให้คุ้มค่า ลด brand name

 

ถ้าขับรถเอง  ออกเช้า ไม่เปลืองเวลา น้ำมันบนท้องถนน เอาของไม่จำเป็นออกจากรถ เพื่อลดน้ำหนักรถ  ลดการเผาผลาญน้ำมัน

 

ลดการใช้มือถือ  chat เท่าที่จำเป็น  ฯลฯ

- Xavier_

ไม่ต้องทำไรมาก แค่ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ไม่เที่ยวกลางคืน แค่นี้ก็ประหยัดได้จมล่ะครับ

 

ดังเช่นคำที่ว่า น้ำมันขึ้นลิตรละ 3 - 4 บาท ทำเป็นบ่น ที tip น้อง ๆ 500 - 1000 บาท ไม่เห็นจะบ่นสักคำ....

- merf1970

ปั่นจักรยานไปทำงานครับ

-เด็กน้อยตัวแสบ

ตอนเช้า : เราก็จะซื้อข้าวราดแกงกิน 25-30 บาท บางถ้าเบื่อก็ซื้อขนมปัง มายองเนสหรือน้ำสลัด บาโลน่าหรือทูน่า ทำตอนเช้าแป๊ปเดียว เอาน้ำสลัดทาทา แล้วเอาไส้ใส่เข้าไปเสร็จ + นม 1 กล่อง

 

หรือถ้าติดกาแฟ ก็มีพวก 3 in 1 ให้เลือกหลายรสชาติ ตกซองนึงประมาณ 5-10 บาท

 

ตอนกลางวัน เราก็อาศัยกินข้าวแถว ๆ บริษัท เพราะเราไม่มีฝีมือในการทำอาหาร ส่วนใหญ่เป็นกับข้าวสำเร็จมากกว่า

 

ตอนเย็น ที่บ้านหุงข้าว ก็ซื้อกับข้าวถุงมากิน ถุงละ 20-30 บาท

 

- ถ้าจะเดินไปซื้อของ แล้วไม่ไกลมาก ก็จะเดินมากกว่า แต่ถ้าไปซื้อพวกข้าวสารหรือของหนัก ๆ ก็เอารถไป

- เสื้อผ้า ก็รื้อดูในตู้ ว่าอันไหนใส่ได้บ้าง ไม่ได้ก็เอาไปบริจาค หรือ รวบรวมเอาไว้ไปขายต่อถูก ๆ

- น้ำ-ไฟ ปิดทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน

- เงินเดือนออกเราจะเอาออกจำนวนหนึ่งไปฝากธนาคาร(ฝากประจำ) เหลือเท่าไรถึงเอามาใช้ บัตร ATM ไม่มี ปีนึงเสียค่าธรรมเนียม 200 บาท แถมกดต่างสาขา ก็เสียอีก 20 บาท ไปลองดูสมุดเงินฝากดู ว่าเสียค่าธรรมเนียมไปเท่าไรแล้ว

 

เรื่องกินเราว่าไม่ต้องประหยัดแบบน่าเกลียดประมาณกินมาม่า หรือ ปลากระป๋องอย่างเดียว อะไรอย่างนี้ เพียงแต่ว่ากินอย่าเหลือทิ้งเหลือขว้างก็พอ

 

5.   5 วิธีลดรายจ่าย 

เรื่องโดยนพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์

จาก :  http://www.gotoknow.org/posts/6772

การใช้จ่ายเงินเกินตัวอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะเวลาถูกทวงหนี้ หรือส่งงวดไม่ทัน

 

 

ผู้เขียนสังเกตว่า ธรรมชาติประการหนึ่งของเงินคือ เงินมีแรงดึงดูด (Money has its own gravity.)” หากไม่มีการควบคุมหรือแทรกแซง (intervention) แล้ว...เงินมีแนวโน้มจะเคลื่อนย้ายจากคนที่มีน้อยไปหาคนที่มีมากเสมอ

เราจึงต้องมีวิธีต้านแรงดึงดูดของเงิน ไม่ให้เงินไหลออกไปสู่คนที่รวยกว่ามากเกิน และหัดออมเงินไว้บ้าง

เมื่อเรามีเงินสะสมไว้จำนวนหนึ่งแล้ว เงินมักจะเริ่มไหลเข้าสู่ตัวเราบ้าง เช่น ไหลเข้าในรูปดอกเบี้ย ผลตอบแทนจากการลงทุน ฯลฯ

 

ขอนำข้อคิดจากวารสารสรรสาระฉบับเดือนพฤษจิกายน 2548 เกี่ยวกับวิธีลดรายจ่าย 4 วิธี ผู้เขียนขอเพิ่มอีก 1 วิธี รวมเป็น 5 วิธีดังต่อไปนี้...

   1)   จดบันทึก  :  ให้จดบันทึกรายจ่ายทุกรายการ 2 สัปดาห์ นำมาทบทวน จะเห็นช่องทางลดรายจ่ายได้มากมาย

  2)   ซื้อเวลา  :  ให้เลื่อนเวลาซื้อของไป 2 วัน เพื่อให้มีเวลาทบทวน และพิจารณา ถ้าคิดถี่ถ้วนแล้วค่อยไปซื้อ เวลาอาจทำให้ไฟ(อยากช็อป)มอดลงไปได้บ้าง

  3)   ทำรายการ  :  ให้ทำรายการของจำเป็น 1 เดือนเพื่อพิสูจน์ว่า คุณจะซื้อเฉพาะรายการที่จำเป็นจริงๆ ได้หรือไม่ เวลาไปซื้อของให้ซื้อเฉพาะรายการที่เขียนไว้ล่วงหน้า ซื้อครบแล้วให้เดินออกเลย ถ้าโอ้เอ้อยู่นาน...จะทานแรงดึงดูดของเงินไม่ไหว(ไหลออก)

  4)   หยุดเครดิต  :  ใช้เงินสดซื้อทุกอย่าง เลิกใช้บัตรเครดิตจนกว่าเราจะไม่มีหนี้ มีเงินสะสมมากพอ และมีวินัยทางการเงินการคลังดี

  5)   ไม่ค้ำ  :  ก่อนจะไปค้ำประกันหนี้ให้ใคร เช่น ค้ำเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ โปรดทบทวนดูว่า หนี้อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เช่น ทำให้นอนไม่หลับ ฝันร้าย ความดันเลือดสูง โอกาสเป็นโรคซึมเศร้าหรือฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น ฯลฯ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ความไม่มีหนี้เป็นสุขในโลก... ความสุขนี้มีอยู่จริงครับ

 

6. ขอไอเดียประหยัดค่าใช้จ่ายรายวัน

และเมนูอาหารสะดวก ประหยัด มีคุณค่า ครับ

เรื่องโดยคุณเจน  และเพื่อน ๆ

จาก : http://pantip.com/topic/30595653

ช่วงนี้ข้าวยากหมากแพง ขยับจะทำอะไรทีก็ลำบาก ค่ากินค่าใช้จ่อคิวกันปรับขึ้นรายวัน สวนทางกับเงินเดือน/ รายได้ หนี้สินก็พอกพูนเป็นดินพอกหางหมู จึงอยากมารบกวนพี่ๆ น้องๆ ช่วยแชร์ไอเดียในการประหยัดค่ากิน ค่้าใช้รายวัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครับ

 

ท่านไหนที่มีเมนูเด็ด ปรุงง่าย ได้คุณค่าทางอาหารครบก็รบกวนช่วยแนะนำด้วยครับ

 

ตอนนี้ที่คิดออกก็ เช่น หุงข้าว ทอดไข่ไปเอง แล้วซื้อกับข้าวเพิ่มตอนกลางวัน ซึ่งอาจจะแบ่งไว้กินได้สองมื้อ

 ลดการบริโภคขนมจุบจิบ/ น้ำดื่มฟังชั่นดริ้ง (หมดช่วงแจกทองแล้วด้วย )

 เดินให้มากขึ้น แทนที่จะขึ้นรถ

ไปยืนอ่านหนังสือที่ร้าน แทนที่จะซื้อกลับมาอ่านที่บ้าน

ทำตุ๋นยาจีนหม้อใหญ่ๆ แบ่งกินได้หลายวัน

เพาะเห็ด/ ถั่วงอกกินเอง (กำลังศึกษา)

 

ท่านไหนมีไอเดียอื่นๆ หรือสามารถลงรายละเอียดได้ รบกวนด้วยครับ

- maleebkk

ไม่แวะ 7-11

 ชงกาแฟกินเอง แบบซองก้อได้

 ถ้าทำกับข้าวไม่ทัน หุงข้าวติดไปก้อยังดี ให้พอเช้ากับกลางวัน ซื้อกับข้าวสองอย่าง ใส่กล่องถนอมอาหาร ทานมื้อเช้าใช้ช้อนกลางตักแล้วเก็บไว้กินมื้อกลางวันต่อ

 ถ้าไม่มีวัตถุดิบทำอาหารก้อเจียวไข่ กินกับน้ำพริกและผัก

 ของหวาน ซื้อโอริโอติดกระเป๋าไว้ อยากอะไรแพงๆ ก้อหยิบมากินสักอัน จะเย็นลง

 พกน้ำขวดเล็กๆติดกระเป๋า

เก็บของเป็นหมวดหมู่ หาได้ง่ายจะไม่ไปซื้อของซ้ำอีก

 จดรายจ่ายทุกวัน ทบทวนว่าอันไหนจำเป็น ส่วนอันที่ฟุ่มเฟือยให้ขีดเส้นใต้ไว้ อาจจะดอกจันหรือเขียนข้อความเตือนใจไว้ว่าจะไม่ทำอีก

 

ไม่ไปเดินห้างบ่อย เห็นมาก กิเลสมาก

 ถ้าที่ทำงานมีชุดฟอร์มจะดีมาก

 กระเป๋า รองเท้า ควรแขวนไว้ให้เห็น หรือถ่ายรูปเก็บไว้ในมือถือ ไอแพดหรืออะไรก้อตาม ถ้าอยากได้แบบใหม่ให้หยิบรูปมาดู บางทีไอ้ดีไซน์ใหม่ที่เราเห็นในห้างอ้ะ เราก้อมีอยู่แล้วนะ

 

ซักผ้ารีดผ้าเอง

 วางแผนการเดินทางว่าวันไหนไปไหนบ้างในแต่ละอาทิตย์ อะไรที่ต้องทำประจำให้วางแผนล่วงหน้าไว้เลย เช่น   ทุกวันพุธอาจจะเป็นวันเติมน้ำมัน แวะโลตัสจ่ายบิลต่างๆ ซื้อของใช้เข้าบ้าน เข้าธนาคารในห้าง จอดรถไว้จุดเดียวถ้าไม่ไกลมากเดินเอา

-สมาชิกหมายเลข 759708

วิธีลดค่าใช้จ่ายแบบง่ายแต่ทำยากนิดหน่อย คือเพิ่มรายได้ให้ตัวเองครับ

-นู๋จู

ของเราทำกับข้าวทีนึงกินได้ 3 มื้อเลยค่ะ ก็กินซ้ำไป ผัดผักก็ผัดผักทั้งวัน ต้มจืดก็ต้มจืดทั้งวันประมาณนี้ บางทีแซมไข่เจียวบ้างดาวบ้างต้มบ้าง นานๆทีมีน้ำพริกก็คลุกข้าวกินทอดไก่ เราทำกับข้าวตอนเย็นค่ะ กินเย็น 1 มื้อ เช้ากับกลางวันของอีกวันอีก2มื้อ

ปล.ชอบทำเองค่ะ สะอาดและดีต่อสุขภาพด้วย ^__^

- Flaminio

ที่เคยทำคือ กินอาหารเช้าจากบ้านให้อิ่ม

 พกน้ำดื่มติดตัวให้เป็นนิสัย

 ตอนกลางวัน กินอาหารหรือผลไม้ง่ายๆ แบบรองท้องให้พอหายหิว

 กลับมากินมื้อเย็นที่บ้าน

 ที่บ้านทำอาหารกินเอง ทำหม้อใหญ่ๆ เก็บแช่ตู้เย็นได้

 ถ้าเอามื้อกลางวันทำจากบ้านไปได้ก็ยิ่งดี

 อาหารทำเองสะอาด ปลอดภัย อร่อย

 จะไปไหนก็ต้องวางแผนการเดินทาง ไปทำธุระใดๆก็ไปในทิศทางเดียวกัน

-หัวใจจากท้องทะเล

ปกติช่วงเช้าส่งลูกไปโรงเรียนเสร็จ ผมแวะซื้อกับข้าวกินตอนเช้าและเที่ยงซัก 3-4 อย่าง

 ใช้จ่ายประมาณ 90-100 บาท อยู่ในโรงงานได้ถึงเย็นเลยครับ 

 ผมประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมื้อเช้า-เย็น โดยทำงานอดิเรก ปลูกต้นพริกขี้หนู กระเพรา

แมงลักเพาะไว้ในลังพลาสติกเก่า  หลังโรงงานมีพื้นที่เปล่า 3-4 ไร่ ปลูกมะนาวแป้นพิจิตรใน

 วงซิเมนต์ 200 ต้น มีตำลึงขึ้นเองเกาะตามกิ่งต้นกะเพรา เลี้ยงไก่ไข่ไว้ 300 ตัว แต่ละวันขาย

 ไข่ไก่ได้กว่า 200 ฟอง/วัน บางส่วนแบ่งให้ญาติพี่น้องมีไข่บุบนำมาปรุงกินเองพร้อมกับหุงข้าว

 มะลิจากทุ่งกุลาฯตราครอบครัวไทไว้กินกับพริกน้ำปลา บางมื้อก็ทอดไข่ ทำไข่เจียวน้ำใส่บะหมี่

 ใส่ผักตำลึงและใส่ซุปไก่ 1 ก้อน ก็ได้คุณค่าและอร่อยดีครับ

- เซ็กซี่แจ๊สซี่

เราจะชอบไปซื้ออาหารสดป้ายเหลืองที่โลตัส

 หรืออาหารโปรโมชั่นที่ลดราคามาทำกับข้าว

 กินเองทำได้หลายมื้อ ยิ่งตอนนี้ผักที่โลตัสจะโปรโมชั่น

 ทุกอย่างกำละ 5 บาท หมูบดกิโลละ 69 บาท ซึ่งเช็คราคา

 ถูกกว่าตลาด หรือห้างอื่นๆ

 กับข้าวที่ทำก็ง่ายๆ ตามวัสดุที่มีอยู่  :   ราดหน้า   ผัดยอดฟักซาโยเต้   สุกี้   ปอเปี๊ยะญวนสด   จับฉ่าย

-แก้วเปล่า...แก้วใหม่

ดิฉัน เองก็พยายามเช่นกัน

 - ซักผ้ารีดผ้าเอง

 - วางแผนการเดินทางในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ เนื่องจากค่าเดินทางเยอะไหนจะค่า วิน ออกจากซอย  ค่ารถเมล์ไปต่อ BTS MRT กว่าจะถึงจุดหมาย

 - แวะจ่ายบิลต่างๆ ตามธนาคารในห้าง  เพื่อเลี่ยงค่าธรรมเนียม 1 วัน จ่ายทุกบิล

- หมั่นเช็ค โปรโมชั่นกับบัตรเครดิตต่างๆ เผื่อมีส่วนลดต่างๆ

-พ่อค้ากล้วยทอด

ผมแบ่งเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายเป็นเดือนๆ ครับ กดมาไว้เลย แล้วแบ่งย่อยเป็นแต่ละอาทิตย์ต่อไป

 เช่น ผมจะใช้จ่ายเดือนละหกพัน ก็กดมาเลย หกพัน แล้วแบ่งย่อยเป็น 4 อาทิตย์ อาทิตย์ละ 1500

 เอาตังค์ใส่กระเป๋าตังค์แค่อาทิตย์ละ 1500 เท่านั้น จากนั้นก้อทำตามความคิดเห็นก่อนหน้าเลยครับ

 อย่างเช่นน้ำดื่มพกติดตัวไว้รับรองประหยัดได้เป็นร้อยต่อเดือนครับ เพราะอากาศบ้านเราเป็นเมืองร้อน หิวน้ำบ่อย

-จะไปลาสา

ส่วนตัว เดินซื้อของในห้างขนาดใหญ่เดือนละครั้ง  สามีปลูกผักสวนครัวกินเองบ้าง ประหยัดได้หลายบาทอยู่

 อาทิตย์นี้ เพิ่งเริ่มให้สามี พกกับข้าวไปกินที่ทำงาน เค้า Happy มาก บอกประหยัด อร่อย สะอาด

-อืดกลมขนมล้วนๆ

วิธีที่ทำบ้างนะคะ

 * หุงข้าวครั้งนึง กินทั้งวัน  หรือ 3 มืิ้อ หุงเสร็จ จะใส่กล่อง หรือถุงแยกเเป็นมื้อ ๆ

เวลาจะกินก็ค่อยมาอุ่นทีละมื้อ (ไม่รู้ประหยัดกว่ารึป่าว  แต่ที่แน่ ๆ สะดวก และเร็วกว่า

 ถ้าหิวขึ้นมา มีข้าวกินเลย ไม่ต้องรอ)

 * กับข้าว ถ้าช่วงต้องการประโยชน์  จะซื้อผักจากตลาดมาผัดเอง ตกแล้วจานละ 20 บาท

   หรือ ตำน้ำพริก ซึ่งอันนี้จริง ๆ ไม่ประหยัด เพราะเครื่องแพง ผักเคียงแพง แต่ถ้าเทียบกับไปซื้อ

    ก็ยังถูกว่า และดีกว่ามาก

* กาแฟ น้ำชง งดซื้อค่ะ  ชงกินเอง พอดีมีปัญหาต้องลดไขมัน เลยกินแต่แบบร้อน ชงเอง ประหยัดไป

    จากที่ซื้อถูกสุด 20 บาท  แพงสุดเกือบ 200 เหลือไม่ถึง 5 บาท ต่อแก้ว

 * ค่าน้ำมันรถ  เน้นเดินไปซื้อของใกล้ ๆ แทน 

 * ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ  ถ้าตอนกลางวันก็ไม่เปิดไฟห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น 

 

รวม ๆ เราทำแค่นี้ แต่ไม่ได้ผล เพราะทั้งบ้าน มีเราคนเดียวที่ประหยัด เพราะสามีติดหรู กินกาแฟต้องสตาร์บัคเท่านั้น ทุกวัน

 และใช้ชีวิตสิ้นเปลืองงบประมาณมากมาย   เลยจะประหยัดได้แค่ตอนสามีไปต่างจังหวัดค่ะ

- JiIMinnPC

ผมจะมีของแห้งติดบ้านไว้  เช่น  ฟองเต้าหู้  สาหร่าย เห็ดหูหนูแห้ง กุ้งแห้ง  เห็ดหอม ถั่ว ดอกไม้จีน

 

ถั่วนึ่งหรือต้มจนสุก ฟรีซไว้  อาจเป็นอาหารเช้า เช่นข้าวต้มใส่ถั่ว ใส่ลูกเดือย  เก๋ากี้   อร่อยมาก

 

ต้มจืดที่ซื้อมา บางครั้งเอามาใส่เครื่องเพิ่ม เช่น เห็ดหูหนูดำในต้มมะระยัดไส้  เข้ากันได้ดี หรือจะใส่ฟองเต้าหู้   ทำให้ไม่ต้องหากับข้าวหลายอย่าง

- beatrix_potter

เรื่องกิน

 เป็นคนชอบกินส้มตำค่ะ ซื้อกินทีครกละ 25-30 บาท ก็เลยซื้อเครื่องส้มตำไว้ซะเลย อยากกินเมื่อไหร่ก็จัดการ

 กับข้าวก็ทำบ้างซื้่อบ้าง ถ้าซื้อมา 1 ถุงเราจะแบ่งเป็น 2 ถุงเล็กแล้วแช่แข็งไว้

ข้าวหุงถ้าเหลือก็เอาแช่แข็งไว้เลย เก็บไว้ได้นาน รับรอง

 เป็นคนติดกาแฟ ปกติจะกินแบบ 3 in 1 ตอนนี้หมดก็ไม่อยากซื้อก็เลยชงจากกาแฟผง อืม ไม่หวานดี

 

เมื่อก่อนไปร้านตลอดเวลาล้างรถ เดี๋ยวนี้ล้างเอง

ห่อข้าวไปกินที่ทำงาน

จะไปไหนใกล้ก็ใช้รถมอเตอร์ไซด์แทนรถยนต์

true vision ก็ยกเลิก ดูโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตแทน

 ถ้าเปิดแอร์จะอยู่รวมในห้องเดียวกัน เมื่อก่อนต่างคนต่างอยู่คนละห้อง ตอนนี้รักกันมากอยู่ด้วยกันตลอดเวลา

 ปลูกผักในกระถางต้นไม้ เน้นผักที่ใช้ประจำ

ไปซื้อของตอนห้างใกล้ปิดเพราะอาหารลดราคา   ฯลฯ

- jimlim_ja

1.ซื้อของสดมาน้อย แค่พอกิน เพราะซื้อเยอะไป บางทีกินไม่ทันก็เน่าหมด อดกิน แล้วยังเสียเงินฟรีอีก

 2.ทำอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ถ้าอาหารนั้นดูว่า อร่อยแน่ก็ทำเยอะหน่อย แต่ถ้าไม่แน่ใจในฝีมือ ก็ลดปริมาณลง ทำแค่พอทาน

 3.ปลูกผักสวนครัว ทั้งในกระถาง และลงดิน หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง

- เด็กหญิงปุยฝ้าย

ของเราจะวางแผนเรื่องอาหารไว้วันเสาร์ค่ะ ว่าอยากทานอะไร แล้ววันอาทิตย์จะไปตลาด

 ซื้อของมาตุนเก็บไว้ในตู้เย็น จะเสียเงินค่าข้าวก็แค่ตอนเที่ยง

 

ถ้าเป็นข้าว ก็จะหุงไว้เลย แล้วเก็บใส่กล่อง ใส่ตู้เย็นไว้ พอจะเอามาทานก็พรมน้ำแล้วเข้าเวฟ

 กับข้าวก็เหมือนกันค่ะ ถ้าทำแล้วเยอะเกินไป จะเก็บใส่กล่องไว้ครึ่งนึง วันไหนกลับมาแล้วหิวจัด

 ก็เอามาเวฟ เร็วดี+ง่ายดีค่ะ

 

เรื่องแอร์ - เนื่องจากเดือนที่แล้วร้อนจัด เปิดแอร์ตอนกลางคืน-เช้า พอสิ้นเดือนมาตกใจค่าไฟมากเหมือนกัน

 เดือนนี้เลยประหยัด ไม่เปิดไฟเลย + ช่วงนี้ฝนตกบ่อย อากาศเย็นเป็นผลพลอยได้ค่ะ

 

ของหวาน - จากแต่ก่อนชอบทานขนมปัง โดนัท ชอบไปนั่งทานตามร้านเบเกอรี่ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายเยอะ ไม่ไหวค่ะ

 1 อาทิตย์เราจะมีผลไม้ติดห้องไว้ 1-2 อย่าง ช่วงนี้เงาะกับมังคุดราคาโอเคหน่อย ก็ซื้อติดห้องไว้เลย

 แล้วพยายามตัดใจจากขนมจุกจิกค่ะ ส่วนชากาแฟ ชื้อชาตรามือแบบ 50 ซองมาติดไว้ที่ออฟฟิศค่ะ

 กาแฟชงฟรีที่ออฟฟิศอยู่แล้ว สบายเลย

 

เครื่องใช้ไฟฟ้า - ซักผ้าอาทิตย์ละครั้งค่ะ ซักครั้งเดียวให้เสร็จไปเลย รีดผ้าก็อาทิตย์ละครั้งค่ะ

ทีวี (เราใช้LED) อาจจะมีเปลืองไฟบ้าง เลยตั้งกฏกับแฟน ถ้าเปิดคอม ต้องปิดทีวี

 

ปล. เราอยู่อพาร์ทเมนต์ค่ะ ค่าไฟแพงมากเหมือนกัน เดือนที่แล้วประมาณ 2,200 บาท พอมาประหยัดช่วยกัน

 ตอนนี้ใช้ไปไม่ถึง 30 หน่วย

- smilelove

ลองค้นหาจาก google เรื่องการถนอมอาหารสิครับ เมื่อปลายเดือนก่อนผมซื้อขิงกับมะละกอดิบมาทำซีเซ็กฉ่าย(ผักผสมดอง)

 รสชาติอร่อยเหมือนที่เขาขายกระป๋องละสิบกว่าบาท แต่กรอบกว่า เดี๋ยวอาจจะได้ทำไข่เค็มกับผักกาดดองเอาไว้ทำต้มผักกาดดอง

 กับกระดูกหมู  คุณค่าทางอาหารอาจจะลดลงไป แต่อร่อยและเก็บได้นาน

 

7.วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้าน  เรื่องโดย zen

จาก  :  http://zentokto.blogspot.com/2009/11/blog-post_6418.html

       เศรษฐกิจทุกวันนี้เอาแน่นอนไม่ได้ เราต้องดูแลเรื่องการเงินของตัวเอง

ให้ดี ค่าใช้จ่ายในบ้านเป็นค่าใช้จ่ายที่เราจำเป็นต้องจ่ายทุกเดือน

ดังนั้นมาดูกันว่าเรา สามารถลดค่าใช้จ่ายได้อย่างไรบ้าง

 

1. ปิดน้ำและไฟฟ้าทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน หรือที่ไม่จำเป็น

ควรปิดน้ำและไฟฟ้าทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน บางบ้านมีการติดตั้งดวงโคม เพื่อใช้แสงในการตกแต่งให้สวยงาม เช่น ตามทางเดิน โถงอาคาร หรือไฟส่องที่รูปภาพ

ไม่ควรเปิดไฟเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน อาจจะเปิดเฉพาะบางวันที่มีโอกาสพิเศษ เช่น มีแขกมาบ้าน จัดงานเลี้ยง หรือมีการถ่ายรูปบ้านเพื่อความสวยงาม เพราะดวงโคมที่ให้แสงเพื่อการตกแต่งจะกินไฟฟ้ามากกว่าหลอดประหยัดพลังงานหรือหลอดฟลูออเรสเซนส์

 

2. เลือกใช้เครื่องไฟฟ้าประเภทที่ประหยัดพลังงาน

ควรเลือกใช้เครื่องไฟฟ้าภายในบ้านที่ประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น แอร์ พัดลม หม้อหุงข้าว ไมโครเวฟ ตู้เย็น หลอดไฟ ฯลฯ

 

3. รองน้ำฝนไว้ใช้

ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ น้ำฝนอาจจะไม่สะอาดเหมือนสมัยก่อน เนื่องจากมีมลพิษในอากาศเยอะ แต่เราสามารถใช้น้ำฝน ในงานซักล้างได้ ทั้งถูบ้านซักผ้า รดน้ำต้นไม้ โดยไม่ต้องใช้น้ำประปา ช่วยลดคาใช้จ่ายและประหยัดพรัพยากรธรรมชาติ

 

4. อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย และไม่ควรนำอาหารร้อนเข้าตู้เย็น

ไม่ควรนำอาหารร้อนแช่ในตู้เย็น หรือเปิดตู้เย็นบ่อยๆทำให้เปลืองไฟฟ้า เนื่องจากตู้เย็นจะสูญเสียความเย็น จึงต้องใช้พลังงาน ไฟฟ้าเพิ่มในการรักษาระดับความเย็นให้เท่าเดิม ควรรอให้อาหารเย็นเสียก่อน หากคุณต้องการดื่มน้ำ ตลอดทั้งวัน อาจเลือกใช้ตู้เย็นที่มีที่กดน้ำดื่มด้านนอก เพื่อช่วยลดความถี่ในการเปิดตู้เย็นอีกด้วย ควรตั้งอุณหภูมิ ตู้เย็นอยู่ระหว่าง 3-6 อาศา และในช่องแช่แข็งอยู่ระหว่าง -15 ถึง -18 องศา ควรตั้งตู้เย็นให้ห่างจากผนังหลังและข้างอย่างน้อย 15 เซนติเมตร จะช่วยประหยัดไฟ

 

5. ปิดแอร์ก่อนเลิกใช้งานจริงประมาณ 15-30 นาที

ควรปิดแอร์ก่อนเลิกใช้งาน 15-30 นาที และใช้ประโยชน์จากความเย็นที่เหลืออยู่ เพื่อช่วยประหยัดไฟฟ้า ดังนั้นหากคิดว่า จะตื่นนอนเวลา 6.00 น. ควรตั้งเวลาปิดแอร์ประมาณ 5.30 น. ลองคิดดูว่า 30 นาทีต่อวัน 1 เดือนคุณจะประหยัดได้ถึง 15 ชั่วโมง/วัน จะเป็นเงินเท่าไหร่

 

6. ทำอาหารแต่พอกิน และอย่ากินเหลือ

บางคนอาจะมองข้ามในเรื่องนี้ แต่อย่าลืมว่าคุณก็ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบในการทำอาหาร ดังนั้นการที่คุณทำอาหารมากเกิน แล้ว รับประทานไม่หมดเหลือทิ้ง ทำให้คุณสูญเสียเงินค่าวัตถุดิบไปด้วย

 

7. พยายามทำงานบ้านด้วยตนเอง

หากคุณยังมีเวลา และความแข็งแรงพอ คุณควรทำงานบ้านด้วยตนเอง ไม่ต้องไปเสียค่าใช้ จ่ายให้แม่บ้านมาทำความสะอาดบ้าน และยังสามารถควบคุมการใช้เครื่องมือในการทำความสะอาดได้เอง อย่างปริมาณน้ำที่ใช้ถูพื้น น้ำยาล้างห้องน้ำ ผงซักฟอก ฯลฯ

คุณอย่าลืมว่าของเหล่านั้นคุณต้องเสียเงินซื้อมาเหมือนกัน และถ้าเป็นไปได้ก็ควรซักผ้าเอง เพราะราคาเครื่องซักผ้า ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ถูกกว่าค่าจ้างซักผ้าตลอดชีวิตของคุณแน่ๆ

 

8. รีดผ้าครั้งละมากๆ และไม่ควรรีดผ้าในห้องปรับอากาศ

ควรรีดผ้าครั้งละมากๆ จะประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าคุณรีดผ้าวันละตัวต่อเดือนในปริมาณผ้าที่เท่ากัน ควรดึงปลั๊กออก ก่อน 2-3 นาทีเพื่อใช้ประโยชน์จากความร้อนที่เหลือในเตารีด และไม่ควรรีดผ้าในห้องปรับอากาศ เพราะจะทำให้เครื่องปรับ อากาศทำงานหนักและเปลืองไฟ

 

9. การปิดโทรทัศน์ เครื่องเล่น VCD, DVD, เครื่องเสียง Stereo หรือเกมส์

ควรปิดอุปกรณ์เหล่านี้ที่สวิทซ์ตัวเครื่อง ไม่ควรปิดด้วยรีโมทคอนโทรล เพราะเครื่องยังใช้ไฟอยู่ตลอดเวลา

 

8.ลดค่าใช้จ่ายในบ้านอย่างได้ผล ต้องวิธีนี้ซิ !!

เรื่องโดยสุรศักดิ์ ชวยานันท์ และเพื่อนๆ

จาก  :  http://www.oknation.net/blog/surasakc/2012/10/08/entry-1

คนไทยในยุคปัจจุบัน  ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น นักบริโภคนิยมตัวยง   และมีหนี้สินกัน

 

เป็นส่วนใหญ่   น้อยนักที่จะไม่มีหนี้สิน  และมีเงินเหลือเก็บออม

 

คนไทยในยุคปัจจุบันนี้  จึงมักเอาเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบันเสียด้วย

 

รัฐบาลเอง ก็ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไร ที่จะลดการบริโภคลง  ส่งเสริมให้ประชาชนเก็บ

 

ออมและลงทุน   แต่กลับส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติมาเปิดจำหน่ายสินค้าในกรุงเทพฯ

 

และต่างจังหวัดเพิ่มมากยิ่งขึ้น

 

 

 

   

 

ทางหนึ่งที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในบ้านอย่างได้ผล   ก็คือ   การหันมาใช้สินค้ามือสองกัน

 

ให้มาก   สินค้ามือสองที่มีสภาพยังใหม่อยู่  สามารถยังใช้งานได้ดี

 

สินค้ามือสองที่น่าใช้  ได้แก่   บ้าน  ทาวน์เฮ้าส์  คอนโด  รถยนต์   เสื้อผ้า  สิ่งตกแต่งบ้าน

 

หนังสือและนิตยสารเก่า   เครื่องประดับ   ของใช้ในบ้าน  เฟอร์นิเจอร์  เป็นต้น

ประโยชน์จากการบริโภคสินค้ามือสอง

 

1.  ลดค่าใช้จ่ายในบ้าน (ไปได้มากทีเดียว)

 

2.  ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

3.   ลดค่านิยมการใช้สินค้ามือหนึ่งและไม่ใช้สินค้าซ้ำ

 

4.   ทำให้มีเงินเหลือเก็บเป็นเงินออม และนำไปลงทุน

 

      ให้เงินงอกเงยเพิ่มขึ้นได้อีก

 

5.   เพาะนิสัยประหยัดให้แก่บุคคลในครอบครัว

 

6.   เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ญาติพี่น้องและบุคคลอื่น

สนับสนุนให้มีการนำสินค้าที่ไม่ใช้แล้ว  ออกมาจำหน่าย  หน้าบ้าน  ในวันใดวันหนึ่ง

 

ของเดือน  ตามที่ชุมชนนัดหมายกัน

 

ส่งเสริมให้เปิดแหล่งจำหน่ายสินค้ามือสองให้กว้างขวางขึ้น  ตามแหล่งชุมนุมชนต่างๆ

 

รวมทั้ง การเปิดท้ายขายของในรถยนต์ส่วนตัว

-ลุงต้าลี่

สนับสนุนการเพิ่มรายได้ และลดค่าใช้จ่ายในบ้าน ด้วยวิธีการสะสางของเก่าในบ้านไปขายเป็นสินค้ามือสองครับ แต่คนส่วนใหญ่ยังหวงแหนของเก่า และตัดใจยา่ก จะเป็นเสียอย่างนี้กันแทบทุกคนครับ

-Surrealism

เป็นแนวคิดที่ดูจะธรรมดาแต่ก็แจ่มมากๆครับ รวมไปถึงการทำ ๕ ส. ในบ้านโดยการโละของเก่าเอามาขายเลหลัง อย่างที่บางท่านได้แสดงความคิดเห็นเอาไว้ ก็น่าสนใจ การประหยัดอดออมแต่ไม่ตระหนี่ขี้เหนียวจนเกินงามก็น่าจะช่วยได้อีกเช่นกันครับ

-ลูกเสือหมายเลข9

ผมซื้อ"สินค้ามือสอง"มาใช้ไม่ทุกอย่างครับ

ส่วนใหญ่ก็เป็นหนังสือ

นอกนั้นก็เคยมีรองเท้ากีฬา

ข้าวของเครื่องใช้บางอย่างก็มี พวกซีดี หรือดีวีดี กระทั่งเคยซื้อเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท(ตอนนี้เจ๊งไปแล้ว)

 

การซื้อสินค้าพวกนี้ดีอย่างหนึ่งคือลดขยะ

แต่ในโลกแห่งความจริง เราสร้างขยะกันมาก โดยเฉพาะ"ขวดน้ำ" ที่ผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯคงไม่เคยไม่มีใครไม่เคยทิ้งขวดน้ำดื่ม

ขยะทั้งนั้น...

-toondee

ที่อเมริกามีธุรกิจเปิดพื้นที่ ตู้ ในอาคารใหญ่ ให้เช่า มีจนท. ดูแลให้ เมื่อได้ยินเสียงออดจากตู้สิ่งของ จนท.จะมาตามเสียงนั้น ให้คำแนะนำ ต่อรองราคาถ้าผู้ซื้อต้องการ

หากต่อรองกับเจ้าของได้ เค้าจะจัดการให้ทันที มีทั้งเครื่องประดับ ของจริง ของปลอม เครื่องไฟฟ้า ของโชว์ ของใช้ เฟอร์นิเจอร์ สวยๆทั้งนั้น แต่บางทีเจ้าของเบื่อเหลือใช้ หรือเกินความจำเป็น

 

ทุนดีได้พานทองเหลืองจากตะวันออกกลางมาหนึ่งใบ ต่างหูหน้าตาแปลก เป็นชุดกับที่ติดเสื้อ สวยมากๆ

 

วันนั้นตื่นสถานที่ไม่ได้ถามว่าที่นั่นถ่ายรูปได้ไหม เสียดายค่ะ

อยากเห็นธุรกิจนี้ในเมืองไทยค่ะ โหวตให้กับแนวทางประหยัดค่ะ

 

-คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว

ผมพยายามปลูกฝังเรื่องการประหยัดด้านต่างๆ ให้กับลูกๆ อยู่ทุกวันครับ - เพราะชีวิตคนเราไม่แน่นอนเลยต้องสอนกันตั้งแต่เด็กๆ เลยละครับคุณลุงสุรศักดิ์

 

 

9. 10 วิธีลดค่าใช้จ่าย ฉบับแม่ลูกหนึ่ง 

เรื่องโดย chabarimklong

จาก : http://chabarimklong.exteen.com/20090723/entry

ช่วงนี้ใกล้สิ้นเดือน(เหมือนจะสิ้นใจ)

 

เลยจะมานำเสนอวิธีปกป้องเงินในกระเป๋าซักเล็กน้อย

 

ด้วยการลดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน

 

เป็นวิธีที่เราใช้เป็นประจำ แล้วรู้สึกว่ามันก็ช่วยได้จริงๆนะ แม้จะนิดๆหน่อยก็เหอะ

 

1.สำรวจของใช้ในบ้าน

 

ก่อนที่จะไปซื้อของใช้ต่างๆ จำพวก สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ฯลฯ สละเวลาซักเล็กน้อย สำรวจซะหน่อยดีมั๊ย ว่าอะไรหมด อะไรยังมีอยู่ จะได้ไม่ต้องซื้อของมาเก็บไว้เกินความจำเป็นไง

 

2.ทำรายการซื้อของ

 

นอกจากจะช่วยให้ได้ของครบ ยังทำให้เราซื้อเฉพาะของที่เราต้องการเท่านั้น ไม่ช้อปเพลินจนเกินงบ

 

3.อย่าพลาดหน้าโฆษณา

 

ตามหน้าหนังสือพิมพ์นั่นไง พวกห้างดิสเคาน์สโตร์ทั้งหลายจะลงโปรโมชั่นไว้อยู่แล้ว เราจะได้เปรียบเทียบราคาในกรณีที่มีห้างอยู่ใกล้บ้านหลายห้าง อันนี้ขอยกของตัวเองเป็นตัวอย่างเลยละกัน คือ แถวบ้านจะมี Big C กับ โลตัส  ถ้าวันไหนที่เราจะต้องไปซื้อของ เราก็จะดูหน้าโฆษณานี่แหละว่าของที่เราต้องการน่ะ ห้างไหนถูกกว่ากัน แล้วก็ไปซื้อห้างนั้น

 

4.อย่าไปยึดติดกับยี่ห้อมากนัก

 

ของบางอย่างที่เคยใช้ๆอยู่ถ้าบางช่วงที่มันขึ้นราคา หรือยังไม่มีโปรโมชั่น เราก็เปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นที่ถูกกว่าก็ได้ อย่างของเราชอบใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อ A แต่วันที่เราไปซื้อ ยี่ห้อ A มันแพงเราก็ซื้อยี่ห้อ B ที่ถูกกว่าแต่คุณภาพมันใกล้เคียงกันมาใช้ก่อนก็ได้

 

5. แพคเกจสวยๆไม่ได้แปลว่าของต้องดีเสมอไป

 

บางทีของที่ราคามันแพงเวอร์ ก็เพราะหีบห่อวิจิตรตระการตานี่แหละ สู้เราใช้ของหน้าตาธรรมดาๆ แต่คุณภาพดี ราคาย่อมเยาว์ เป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์เราดีกว่าเยอะ

 

6. รวมพลังหารสอง

 

ห้างต่างๆมักจะมีโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่งอยู่แล้ว แต่บางครั้งเราก็คิดว่ามันเยอะเกินไปแถมของบางอย่างเก็บนานก็ไม่ดี อย่ากระนั้นเลยซื้อแล้วมาหารกับเพื่อนดีกว่า เราใช้วิธีนี้บ่อยมากสมัยอยู่คอนโดจะมีเพื่อนที่ชอบไปซื้อของด้วยกัน เวลาเจอของหนึ่งแถมหนึ่งก็ใช้วิธีนี้แหละ

 

7.หักห้ามใจซะบ้าง

 

เวลาไปเดินซื้อของ เป็นธรรมดาที่เราอาจจะเกิดกิเลสอยากได้ของที่ไม่จำเป็น หรือไม่ตั้งใจจะมาซื้อ ใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งผลีผลาม ส่วนตัวเราจะใช้วิธีหักใจก่อน ยังไม่ซื้อ เพื่อดูว่าเราอยากได้ของนั้นจริงๆหรือเปล่า คือถ้ากลับบ้านไปแล้วเฉยๆอีกวันก็ลืม แสดงว่าไม่ได้อยากได้จริงๆ  แต่ถ้ายังวนเวียนคิดถึงมันอยู่ก็ค่อยว่ากัน

 

8. ตู้เย็นไม่ต้องเปิดบ่อยก็ได้

 

เวลาอยู่บ้าน อากาศร้อนๆ มักจะดื่มน้ำกันเยอะ แล้วก็จะเปิดตู้เย็นบ่อย ทำให้เปลืองไฟ หากระติกน้ำใบย่อมๆ ใส่น้ำเติมน้ำแข็งเอาไว้ดื่ม ไม่ต้องเดินไปเปิดตู้เย็นบ่อยๆ ให้เปลืองไฟ

 

9.ปิดแอร์ซะบ้างไม่ตายหรอก

 

ใครที่นอนเปิดแอร์ตอนกลางคืน ช่วงดึกๆ อากาศจะเย็นลงอยู่แล้ว ลองตั้งเวลาปิดแอร์ไว้ซักตี3 ก็พอ ช่วยประหยัดไฟได้เยอะเลยนะ จะได้ไม่ต้องหน้ามืดเวลาเห็นบิลค่าไฟ

 

10.ขยะเป็นเงิน

 

ลองแยกขยะในบ้านดู พวกขวดแก้ว ขวดพลาสติกน่ะ เก็บไว้ขายได้ ถึงจะได้แค่ 10-20 บาท ก็ยังดีกว่าทิ้งไปเฉยๆ บ้านเราเวลาขายทีก็ได้ 25-30 บาท เอาไปหยอดกระปุกให้ลูก เป็นการสอนลูกไปในตัว

 

    วิธีที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่เราทำจริงๆ ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ กล้ายืนยัน นั่งยัน นอนยันเลยว่าช่วยประหยัดได้จริงนะ

 

 

 

10.  10 วิธีลดค่าใช้จ่าย   

เรื่องโดย จิราภรณ์ หอมกลิ่น

จาก : http://www.kroobannok.com/blog/6453

เฮ้อ..เฮ้อ..เฮ้อ...เห็นข้าวของขึ้นราคาแล้วต้องร้องอย่างนี้ล่ะค่ะ ภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ย่ำแย่จริงๆ วันนี้เลยนำเอาข้อแนะนำดีๆของคุณกำพล อัศวกุลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่ได้แนะนำ10 วิธีที่จะช่วยลดความอ้วนของรายจ่ายลงไปบ้าง เพื่อให้ทุกคนมีเงินเหลือพอให้เก็บออมกันมากขึ้น ในยามที่ข้าวของมีราคาแพงขึ้นๆ อย่างนี้…. ลองดูนะคะสามารถหั่นและตัดรายจ่ายได้ ง่ายๆ จนนึกไม่ถึงเชียวแหละ....ตามนี้ค่ะ

 

1. ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าโทรศัพท์มือถือเป็นอย่างแรกที่กำพลบอกว่าทุกคนควรจะหันมาพิจารณาลดค่าใช้จ่าย เพราะค่าโทรศัพท์มือถือนี้ค่อนข้างแพงเอาการอยู่ ถ้าเลิกโทรไม่ได้ ก็เลือกโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ของเรา บางคนไม่เคยดูโปรโมชั่นเลย ทั้งๆ ที่มีโปรโมชั่นที่มีค่าโทรถูกมาก ลองเลิกและเลือกโปรโมชั่นดี ๆ ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้

 

2. ค่าฟิตเนส ก่อนที่จะตัดสินใจต่อโปรแกรมฟิตเนสในแต่ละปี ลองทบทวนดูว่าปีที่ผ่านมาคุณไปใช้บริการจริงๆ จังๆ กี่ครั้ง คุ้มไหม หรือถ้าไปบ่อยๆ ก็ดี แต่ที่สำคัญลองทบทวนดูว่าหากเปลี่ยนสถานที่มาออกกำลังกายตามสวนสาธารณะบ้าง ไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย แถมยังเปลี่ยนสถานที่ออกกำลังกายได้อีก

 

3. ค่าเคเบิลทีวี คุณเคยทราบหรือไหมว่า เดือนๆ หนึ่งได้ดูเคเบิลทีวีบ่อยแค่ไหน บางคนดูฟรีทีวีผ่านเคเบิลทีวีอีกต่างหาก ก็เสียค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเยอะมาก แต่หากดูเคเบิลทีวีติดซะแล้ว ลองเลือกแพ็คเกจที่สอดคล้องกับช่องที่คุณต้องการดูก็ได้ บางทีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ของคุณอาจลดลงมาก หรือถ้าจะลองหันมาดูฟรีทีวีกัน ก็ลดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลย

 

4. ค่ากาแฟ ตรงนี้หลายคนอาจจะบอกว่าเลิกไม่ได้ ก็ไม่ต้องเลิก เพียงแต่พยายามลดกาแฟลง ที่ดื่มกาแฟทุกมื้อ ก็ลดลงเหลือเพียงวันละครั้ง เพราะนอกจากไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแล้ว ที่สำคัญกาแฟของต่างประเทศก็แสนจะแพง คุณอาจลองเปลี่ยนรสนิยมมาดื่มกาแฟแบบไทยๆ บ้าง ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากโขทีเดียว จากราคาแก้วละร้อยกว่าบาทเป็นไม่เกินสามสิบบาท ก็แก้ง่วงได้เหมือนกัน แต่เสียอย่างเดียวคือ อาจไม่เท่เหมือนเดิม

 

5. ค่าอินเทอร์เน็ต ในยุคปัจจุบัน หลายๆ คนติดอินเทอร์เน็ตงอมแงมเลย ทั้งใช้เล่นเกมอินเทอร์เน็ต ใช้หาข้อมูล คุณลองทบทวนดูว่าแพ็คเกจไหนให้ชั่วโมงอินเทอร์เน็ตมากๆ ไม่หลุดบ่อย เพราะถ้าหลุดบ่อยๆ ก็ต้องเสียค่าต่อโมเด็มเพิ่มขึ้นอีก และบางครั้งคุณเป็นสมาชิกแบบต่อเนื่องจำนวนชั่วโมงก็ได้เพิ่มขึ้น และหากลดการใช้ลงก็ประหยัดชั่วโมงอินเทอร์เน็ตได้อีก ลองใช้เวลาไปหาข้อมูลที่ "ห้องสมุดประชาชน" หรือ "ห้องสมุดมารวย" บ้างก็ได้

 

6. ค่า SMS ดาวน์โหลดเพลง และเพลงรอสาย ค่า SMS ดาวน์โหลดเพลง และเพลงรอสาย แต่ละเพลงก็แพงเอาการอยู่ และบางอย่างเช่นเพลงรอสายคุณก็ไม่ได้เป็นคนฟัง แต่เสียสตางค์เอง แปลกดีเหมือนกัน ก็ลองทบทวนดูว่าคุณใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้มากไปหรือเปล่า ถ้ามากเกินไปก็ลดลงบ้างก็ไม่เสียหายอะไร

 

7. ค่าแผ่น DVD หรือ CD หนัง DVD กับ CD เพลงเพราะๆ นั้น เชื่อไหมถ้าคุณไปดูที่ตู้เก็บแผ่นเหล่านี้ จะพบว่ามีเยอะมากจริงๆ บางแผ่นซื้อมายังไม่มีเวลาดูเลย ก็กลัวว่าถ้าไม่ซื้อตอนนี้ก็จะอดดู แต่อยากจะบอกว่า ถ้าคุณซื้อช้าลงอีกสักนิด ราคาแผ่น DVD หรือ CD เหล่านี้จะลดราคาลงมาให้ซื้อในราคาที่ถูกลง หรือไม่คุณก็จัดก๊วนดู DVD หรือ CD กับเพื่อนๆ แล้วผลัดกันซื้อแล้วเวียนดูกันในก๊วน อย่างนี้ก็ลดค่าใช้จ่ายด้านนี้ได้ตั้งเยอะ

 

8. เลิกซื้อของเพราะของแถมหรือลดราคา เรื่องจริงที่คุณเองก็น่าจะเคยเป็น คือ บางครั้งอยากได้ของแถมมากกว่าที่จะซื้อสินค้าหรือจะใช้สินค้าหลักๆ นั้นเสียอีก "ของลดราคา" บางครั้งคุณซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้งาน ดังนั้นช่วงห้างลดราคา อย่าไปเดินเลยจะได้หักค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกเสียบ้าง

 

9. เลิกซื้อสินค้าตามเทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ กล้องถ่ายรูปรุ่นใหม่ที่ถ่ายได้ 10-20 ล้านพิกเซล โทรทัศน์จอ LCD เครื่องเล่น DVD รุ่นใหม่ และอื่นๆ อีกมากมาย รุ่นใหม่มาทีไร จิตใจเป็นต้องโหยหาเสียเหลือเกิน ทั้งที่ของที่มีอยู่ก็เพิ่งซื้อไปไม่เกิน 6 เดือนถึงหนึ่งปีเอง ดังนั้น ลองใช้ของที่มีอยู่ให้เจ๊งสักอย่างดีไหม ลองเก็บเงินเท่าที่จะซื้อของใหม่ไว้ทุกครั้ง เชื่อไหมว่าสักสองสามปี จะมีเงินเยอะพอสมควรเลยทีเดียว

 

10. งดทานข้าวนอกบ้านลงบ้าง หลายคนต้องทานข้าวนอกบ้านทุกวัน ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเตรียมอาหารไว้แล้ว แต่คุณมักจะอ้างว่าไปกับเพื่อนเพื่อสังสรรค์ ลองหันมาทำกับข้าวทานเอง นอกจากสะอาดถูกหลักอนามัยแล้ว ยังมีราคาถูกว่าอีก เอาเป็นว่าลดการทานข้าวนอกบ้านลงให้เหลือสัปดาห์ละวันสองวัน ที่เหลือกลับไปทานข้าวกับครอบครัวก็จะได้รับความสุขพร้อมหน้าพร้อมตาที่บ้านกัน

 

10 ข้อที่บอกเป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นเท่านั้นนะคะ ทำได้มากได้น้อยก็แล้วแต่ข้อจำกัดที่แตกต่างกัน แต่ถ้าทำได้ เงินออมคุณแต่ละเดือนจะเพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นและมีประโยชน์ได้อย่างสบายเลยล่ะ

 

 

11.วิธีแก้ไขปัญหาหนี้  เรื่องโดย Sunshine


ข้อมูล : ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

หลักการเบื้องต้นคือ

 

"จะต้องหยุดหมุนเงิน หยุดหาหนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่าโดยเด็ดขาด"และ

"จะต้องอยู่ให้ได้ด้วยเงินเดือนตัวเอง"

 

เงินเดือนเท่าไหร่ ก็ใช้จ่ายให้พอตลอดทั้งเดือน

ถ้ามีรายได้พิเศษก็ให้เก็บเป็นเงินสำรอง อย่าเอามารวมกับเงินเดือน

เพราะมันได้ไม่แน่ไม่นอน ถ้าเงินพิเศษ/โอที หายไป คราวนี้จะอยู่ไม่ได้กันจริงๆ

 

ปัญหาการเงิน ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

ส่วนใหญ่จะมาจากรายได้ลดลง แต่รายจ่ายเท่าเดิม

ทำให้ต้องพยายามหมุนเงิน หาเงิน(กู้)จากที่อื่น เพื่อให้พอกับรายจ่าย

ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

เพราะมันยิ่งทำให้ระบบการเงินแย่ลง และจะกลายเป็นคนที่มีหนี้สินมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

 

สิ่งที่ต้องทำมี 3 ข้อ คือ

 

1) จัดสรรรายได้

ทำตารางรายรับรายจ่ายของตนเองตลอดเดือน

ว่าเงินเดือนพอใช้หรือไม่ ตลอดเดือนต้องใช้อะไรบ้าง

เช่น มีค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าผ่อนชำระหนี้สินต่างๆ

เมื่อทำเสร็จแล้วก็ดูว่าทั้งเดือนใช้เท่าไหร่ เหลือเก็บออมหรือไม่ ติดลบหรือไม่

ถ้าไม่ทำตารางรายรับรายจ่ายก่อน

จะไม่รู้เลยว่าการเงินของเราเป็นอย่างไร

และควรจะเลือกวิธีใดในการแก้ปัญหาหนี้สิน

 

2)สำรวจดูภาระหนี้สินของตนเอง

ว่ามีอะไรบ้าง ทำตารางแบ่งแยกประเภทหนี้-จำนวนหนี้

แยกประเภทหนี้เป็นกลุ่มธนาคาร นอนแบงก์ หนี้นอกระบบ

จดรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ให้ครบ เรียงลำดับหนี้จากน้อยไปหามาก

เอาไว้ดูเวลาจะชำระหนี้สิน

 

3) ศึกษาวิธีแก้ไขปัญหาหนี้ให้เข้าใจ แล้วก็เลือกใช้วิธีที่เหมาะกับตนเอง

วิธีแก้ไขปัญหาหนี้สินมี 3 วิธี

3.1 firstway out

การจ่ายขั้นต่ำเพื่อรักษาบัญชีและเครดิต

3.2 secondway out

การหยุดจ่ายทุกบัญชี เก็บเงินรอแฮร์คัต เจรจาชำระหนี้ครั้งเดียวเพื่อปิดบัญชีหนี้

3.3 thirdway out

การรวมหนี้หลายที่ไว้ที่เดียวกัน แล้วชำระที่เดียว

(3.3เป็นวิธีที่ไม่อยากให้ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะมันเป็นวิธีที่ทำให้หนี้กลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ซึ่งมีหลักทรัพย์ค้ำประกันและใช้เวลาในการชำระหนี้นานขึ้น)

 

เวลาเลือกวิธีแก้ปัญหาหนี้อาจใช้หลายวิธีได้รวมกันก็ได้

 

 

 

วิธีที่ 1 FIRSTWAY OUT

 

การจ่ายขั้นต่ำ(อาจจะมากกว่าขั้นต่ำ)ตามปกติ

ถ้าคุณ มีหนี้2-3 บัญชี หนี้ไม่เยอะ

ก็อาจจะใช้วิธีจ่ายขั้นต่ำตามใบเรียกเก็บเงิน

หรือจ่ายให้มากกว่าขั้นต่ำสักเล็กน้อย

แล้วอย่าใช้บัตรนั้นไปรูดซื้อสินค้าหรือกดเงินสดออกมาใช้อีก

เอาบัตรออกจากกระเป๋าไปเลยไม่ต้องใช้มันอีก

วิธีนี้หนี้ก็หมดเช่นกัน รักษาเครดิตได้ แต่ใช้เวลานานหน่อย

แต่ขอย้ำจ่ายแล้วห้ามกดออกมาใช้อีกเป็นเด็ดขาด

เพราะถ้าทำแบบนั้นหนี้ไม่หมดแน่นอน มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น

 

หากใครทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้วไม่ติดลบก็สามารถใช้วิธีนี้ได้

 

เช่น

เงินเดือน 8000

จ่ายค่าเช่าบ้าน 2500+ค่าอาหาร 2500+

ค่าใช้จ่ายจิปาถะ 1000+ค่าบัตรเครดิต 1500

รวมรายจ่ายทั้งหมด 7500

(8000-7500 เหลือเก็บออม 500)

 

*เหมาะจะใช้วิธีที่ 1 จ่ายขั้นต่ำไปตามปกติ

เงินพิเศษ/โอทีถ้ามี ก็ฝากออมทรัพย์ไว้เผื่อฉุกเฉิน อย่าเอามาคิดรวมกับเงินเดือน

 

 

วิธีที่ 2 SECONDWAY OUT

 

การหยุดจ่ายทุกบัญชี เก็บเงินรอแฮร์คัต เจรจาชำระหนี้ครั้งเดียวเพื่อปิดบัญชีหนี้

เป็นการหยุดจ่ายชั่วคราว

ไม่ใช่ให้หยุดตลอดหรือหนีหนี้ไปเลย หากต้องการหนีหนี้ก็หนีไปเลยแล้วกัน 20 ปี

แต่ถ้าคุณเลือกใช้วิธีที่ถูกต้อง 3-5 ปี หนี้ก็หมดแล้ว

ลูกหนี้ต้องมีความรับผิดชอบในการชำระหนี้ที่ตัวเองก่อไว้ด้วย

--------------------------------------

 

การใช้วิธีนี้เป็นการหยุดจ่ายทุกบัญชี

(ยกเว้นรายการที่เป็นหนี้แบงก์ที่ใช้จ่ายเงินเดือนให้ กับ หนี้กองทุน ก.ย.ศ)

เพื่อตั้งหลักให้ตนเองจัดสรรรายรับรายจ่ายให้บัญชีเงินเดือนไม่ติดลบเก็บเงินได้

และพร้อมเมื่อใดก็ติดต่อไปยังเจ้าหนี้เพื่อเจรจาเรื่องยอดหนี้ที่ต้องชำระ

วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีหนี้เยอะมากๆ เรียกได้ว่าหมุนจ่ายจนหนี้ท่วมตัว

ยอดการจ่ายหนี้ในแต่ละเดือนเกินรายได้ที่มีหรือสูงเป็นเท่าตัวของรายได้ที่มีอยู่

เช่น

เงินเดือน 8000 จ่ายค่าเช่าบ้าน 2500 ค่าอาหาร 2500 ค่าจิปาถะ 1500

จ่ายบัตรเครดิต 1000 จ่ายสินเชื่อ 1500 ผ่อนรถ 8000

รวมค่าใช้จ่าย 17000 (8000-17000 ติดลบ 9000 บาท ต่อเดือน)

ควรใช้ SECONDWAY OUT

 

----------------------------------

 

ใครเลือกใช้วิธีที่ 2 ก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมรับกับทุกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ดังนี้

 

1.หยุดจ่ายหนี้ต้องหยุดทุกรายการและหยุดตลอด อย่าหยุดบางแบงก์จ่ายบางแบงก์

(ยกเว้นรายการที่เป็นหนี้แบงก์ที่ใช้จ่ายเงินเดือนให้ กับ หนี้กองทุน ก.ย.ศ)

และอย่าหยุดบ้างจ่ายบ้าง เพราะจะเก็บเงินก้อนไม่ได้ ไม่มีประโยชน์เลย และนับอายุความไม่ได้ด้วย

 

2.ต้องบอกครอบครัวให้รู้ จะได้ไม่ตกใจ รู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร ผลจะเป็นอย่างไร และเป็นการระวังไม่ให้มีใครไปหลอกเอาเงินจากทางครอบครัวของลูกหนี้ได้ด้วย

 

3.ต้องบอกที่ทำงาน( หัวหน้างาน ฝ่ายบุคคล คนที่ทำงานเกี่ยวข้องประสานงาน เพื่อน คนที่อาจถูกรบกวนจากการตามทวงหนี้ที่ไม่มีมารยาท คนที่อ้างชื่อไว้ในสมัคร) ให้รับรู้ไว้ บอกให้รู้ว่าเราจะทำอะไร และจะเกิดอะไรบ้างระหว่างที่เราหยุดรอจ่ายปิดหนี้ที่ละบัญชี ห้ามอาย/ไม่อยากให้คนรู้เรื่อง เพราะยังไงๆ ที่ทำงานต้องรู้เรื่องแน่ ให้รู้จากเราไปเลยว่าเราจะทำอะไร อย่าให้เขารู้แต่ว่าเราถูกทวงหนี้ ให้เขารู้ว่าเราจะจ่ายทีเดียวปิดบัญชีหนี้ไปเลย ไม่จ่ายทีละนิดแล้วหนี้ไม่หมดสักที ให้ที่ทำงานรู้ว่าเราจะทำอะไรและผลจะเป็นอย่างไรเลยดีกว่า แล้วก็ต้องรู้จักขอโทษและขอบคุณเพื่อนร่วมงานตามความเหมาะสม

 

4.จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายใหม่เพื่อดูว่าเมื่อเราหยุดจ่ายหนี้ทุกอย่างแล้วเราเหลือเงินเท่าไหร่ เก็บออมไว้ ห้ามใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น เงินเดือน 15000 บาท ใช้จ่ายตลอดเดือน 10000 เหลือ 5000 ก็แยกเก็บไว้สัก สองบัญชี บัญชีจ่ายหนี้ 3500 และบัญชีสำรองเผื่อฉุกเฉิน 1500 อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้นแต่ละคนจะเก็บได้มากได้น้อยแล้วภาระครอบครัว สำหรับบัญชีจ่ายหนี้พอเก็บได้เป็นเงินก้อนใหญ่ก็ลองเจรจาแฮร์คัทดู ส่วนบัญชีสำรองเก็บไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินในครอบครัว พยายามหารายได้พิเศษเพิ่ม

 

5. หาความรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้ต่างๆ ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ นำไปใช้ให้ได้ และ เมื่อรู้แล้วจะได้ไม่ต้องกลัวรูปแบบการทวงหนี้และการข่มขู่ต่างๆ ที่มีสารพัดรูปแบบ

 

---------------------------------------------

สิ่งที่ต้องเจอแน่ๆเมื่อเลือกใช้วิธีนี้คือการโดนทวงหนี้ กับการเสียเครดิต

----------------------------------

 

ถ้าโดนทวงหนี้ก็รับมือไปตามเหตุการณ์

จะใช้วิธีการนิ่งๆเฉยๆ หรือโต้กลับแบบแรงๆก็แล้วแต่

ขอให้ตั้งสติไว้ว่า เราจะจ่ายเมื่อเราพร้อม เราจะไม่จ่ายให้คนที่ด่าหรือประจานเราเด็ดขาด

สามารถศึกษาวิธีรับมือพวกทวงหนี้ได้จากกระทู้นี้

 

 

------------------------------------------------

 

ส่วนการเสียเครดิตก็ไม่ต้องไปสนใจมันมาก

ถึงคุณจ่ายขั้นต่ำตามปกติ แต่ถ้าคุณมีหนี้หลายบัญชีก็เป็นการติดแบล็คลิสต์เหมือนกัน

คุณหยุดจ่ายวันนี้ วันใดที่คุณชำระหนี้หมดแล้วเก็บเงินรอเวลาสักนิด

เมื่อข้อมูลหายไปจากเครดิตบูโรเมื่อใด

คุณก็ทำธุรกรรมกับแบงก์(ที่คุณไม่เคยมีหนี้ค้างชำระ)ได้ตามเดิม

ถ้าวันนี้ยังไม่ดีไม่มีกินแล้วอนาคตมันจะดีได้ยังไง

คุณต้องทำวันนี้ให้ดีให้หมดหนี้ก่อนแล้วสิ่งดีๆในอนาคตมันจะมาเอง

 

-----------------------------------------------

 

การเจรจาขอชำระหนี้เพื่อปิดบัญชีหนี้ก็ทำได้ทุกระยะเมื่อคุณพร้อม/มีเงินพอ

(ส่วนใหญ่ต้องรอให้หนี้เน่าสัก 6 เดือนก่อน ถึงจะเจรจาขอลดยอดหนี้ได้)

ระหว่างที่หยุดอาจถูกชวนทำประนอมหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ไม่ต้องไปทำเก็บเงินไว้กับตัวดีกว่า

รอเจรจาแล้วจ่ายครั้งเดียวหมดหนี้ดีกว่า

 

-----------------------------------------------

 

เมื่อเลือกใช้วิธีนี้แล้วต้องพยายามเก็บเงินให้ได้มากที่สุดจะได้หมดหนี้เร็วๆ

หากหยุดแล้วยังเก็บเงินไม่ได้อีกแสดงว่าคุณยังมีรายจ่ายฟุ่มเฟือยต้องลดมันให้ได้

(ทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้วถึงจะเห็นรายจ่ายที่เกินความจำเป็น)

 

หากเลือกใช้วิธีนี้แล้วยังไม่ประหยัดเก็บออมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินอีก

- คราวนี้ก็ไม่มีใครช่วยคุณได้

 

ถ้าเก็บเงินไม่ได้จริงๆ

ลองดูวิธีลดค่าใช้จ่าย เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายและเก็บเงินได้บ้าง

 

 

-----------------------------------------------

 

การเจรจาแฮร์คัต - การขอส่วนลด

ไม่จำเป็นต้องได้ส่วนลดเท่ากันทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าคุณต่อรองได้มากน้อยแค่ไหน

ถ้าคุณพอใจก็ตกลงไปเถอะจะได้หมดหนี้เป็นรายๆไป

แต่คุณไม่ควรจ่ายมากกว่ายอดหนี้ที่คุณเริ่มหยุดจ่ายเด็ดขาด

และระหว่างเจรจาไม่ต้องส่งเอกสารให้ฝ่ายเจ้าหนี้ ห้ามจ่ายเงินเข้าไปก่อนเด็ดขาด

รอจนได้เอกสารยืนยันว่าจ่ายเท่านี้ภายในวันที่เท่านี้แล้วเป็นอันว่าหมดภาระหนี้สิน

มีลายเซ็นผู้รับมอบอำนาจครบถ้วน ค่อยจ่ายเงินเข้าบัญชีหนี้ของเราไป ห้ามจ่ายเข้าบัญชีอื่นเด็ดขาด

 

----------------------------------

 

สามารถเลือกใช้วิธีนี้คู่กับ FIRSTWAY OUT ก็ได้

โดยชำระขั้นต่ำหนี้ที่มีกับแบงก์ที่ใช้จ่ายเงินเดือน และ หนี้ กองทุน กยศ.

ส่วนหนี้ที่เหลือก็ใช้วิธี SECONDWAY OUT

 

 

วิธีที่ 3 THIRDWAY OUT

 

วิธีการนี้คือการรวมหนี้หลายแห่งให้เป็นหนี้ที่เดียว

เช่นมีหนี้บัตรเครดิต 10 รายการ จ่ายไม่ไหว

ก็เอาที่ไปจำนองแล้วเอาเอาเงินที่ได้มาไปจ่ายหนี้เก่าที่มีอยู่ทั้งหมด

แล้วตั้งหน้าตั้งตาจ่ายหนี้ที่จำนองที่ไว้ที่เดียว

 

เป็นวิธีที่ไม่อยากให้ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

เพราะมันเป็นแค่การย้ายเจ้าหนี้

และเสี่ยงกับการเสียทรัพย์สินที่มีอยู่มากๆ

ควรจะยึดหลักที่ว่า

อย่าหาหนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า

ให้ใช้รายได้จริงๆของตนเองในการสะสางปัญหาหนี้สินจะดีกว่า หมดหนี้แน่นอน

 

 

วิธีการนี้มีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย(ซึ่งมากกว่าข้อดี)

ข้อดี คือ คุณไม่เสียเครดิต ไม่ต้องเครียดกับการทวงหนี้

แต่ข้อเสีย คือ คุณมีหนี้เพิ่มขึ้น

หนี้ 10 ที่ซึ่งมีดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมค่าปรับที่ลูกหนี้ควรได้ส่วนลด

รวมเป็นหนี้ที่เดียวแล้วคิดดอกเบี้ยอีกที จ่ายนานมากกว่าจะหมดหนี้

 

การใช้วิธีนี้ให้ได้ผลดีที่สุดคือใช้ควบคู่กับ secondway out

คือหยุดจ่ายรอเจรจาขอลดยอดหนี้ก่อน

แล้วค่อยเอาเงินที่ได้มาจากการจำนองไปจ่ายหนี้

(จริงๆแล้ว หยุดเก็บตังค์ได้เองโดยที่ไม่ต้องไปจำนองหนี้ด้วยซ้ำ)

 

 

การไปกู้เงินที่ใหม่หากได้เงินมาไม่พอจ่ายหนี้เก่าให้หมดภายในครั้งเดียวแล้ว "ก็ไม่ควรทำ" เพราะจะกลายเป็นว่าหนี้เก่าไม่หมด แล้วยังมีหนี้ใหม่เพิ่มมาอีก 1 รายการ

 

การไปกู้เงินเป็นกลุ่มแล้วค้ำประกันให้กันก็ไม่ควรทำเพราะเท่ากับว่าเราต้องรับผิดชอบทั้งหนี้ในส่วนของเราและหนี้ของคนอื่นด้วย(เหมือนเอาเชือกมาผูกคอตัวเองไว้ จะถูกรัดคอตายวันไหนก็ไม่รู้)

 

สิ่งที่ไม่ควรทำมากที่สุดคือได้เงินก้อนมาแล้วเอาไปจ่ายขั้นต่ำบัญชีหนี้เดิมทุกบัญชีเพื่อรักษาเครดิต การทำแบบนี้จะหมุนเงินได้ไม่นานนัก แล้วก็จะกลายเป็นว่าหนี้เก่าไม่หมดแล้วยังมีหนี้ใหม่เพิ่มมาอีก 1 รายการ แถมเป็นหนี้ก้อนใหญ่ด้วย

 

 

การแฮร์คัท

 

ขยายความเรื่องการแฮร์คัต

การ hair cut สามารถทำได้ตลอดเวลาเมื่อลูกหนี้พร้อม

เมื่อมีเงินมากพอจะจ่ายหนี้

เราสามารถโทรไปเจรจาขอจ่ายหนี้แบบก้อนเดียวปิดบัญชีได้

เราไม่จำเป็นต้องบอกว่าเรามีเงินอยู่เท่าไหร่

แต่เราถามได้ว่าถ้าจะจะจ่ายทีเดียวเพื่อปิดบัญชีหนี้จะให้จ่ายเท่าไหร่

จะลดให้เท่าไหร่ พยายามต่อรองให้ลดได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หากไม่ยอมลดเลย ก็ปล่อย ไปจ่ายรายที่ลดให้สูงสุดก่อน

 

--------------------------------------

 

มีคำถามถามเสมอว่าจะขอแฮร์คัทได้มากที่สุดเท่าไหร่

 

อันนี้ก็ขอบอกว่าขึ้นอยู่กับการเจรจาของแต่ละคน ระยะเวลาในการหยุด และอายุความ ฯลฯ

ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัว ไม่มีมาตรฐาน

ว่าจะได้ลด 30% 20% 50% 40% มันขึ้นอยู่ที่มูลหนี้ อยู่ที่เทคนิคการพูด

อยู่ที่ความใจดีของแบงค์แต่ละแห่ง..ซึ่งไม่เท่ากัน

 

หากคุณคิดว่าคุณพอใจกับส่วนลดนั้นแล้วก็ตกลงไปเถอะ

อย่าไปเปรียบกับคนอื่นว่าได้มากหรือน้อยกว่าคุณเลย

แค่คุณจ่ายไม่เกินยอดหนี้ที่คุณจ่ายครั้งสุดท้ายก็พอแล้ว

เช่นตอนหยุดจ่าย หนี้ 10,000 บาท หยุดไป 1 ปี หนี้เพิ่มเป็น 15,000

คุณก็ตั้งต้นเจรจาขอส่วนลดจากยอด 10,000

พยายามขอส่วนลดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะต่อรองได้

และคุณจะต้องไม่จ่ายเกิน 10,000 บาท

 

--------------------------------------

 

การ hair cut มีทั้งจ่ายครั้งเดียว หรือ จ่าย 2 งวด 3 งวด อยู่ที่การเจรจาทั้งหมด

ทุกอย่างอยู่ที่ความพอใจ ทั้ง 2 ฝ่าย

ก่อนจ่ายเงินปิดบัญชีต้องขอหนังสือยืนยันทุกครั้ง

โดยถ้ามาจากสำนักกฎหมายต้องมีหนังสือมอบอำนาจ

หรือ แสดงว่า แบงค์เจ้าของบัตรรับทราบเงื่อนไขแล้ว

 

--------------------------------------

 

ขอย้ำว่าที่สำคัญคือเมื่อเจรจาขอลดยอดหนี้ได้แล้ว

ลูกหนี้จะต้องได้เอกสารยืนยันการลดยอดหนี้จากสำนักงานกฎหมายที่เราคุยด้วยก่อน

ในเอกสารจะต้องมีข้อความบอกว่าเมื่อจ่ายแล้วเป็นว่าหมดหนี้

เมื่อได้รับเอกสารแล้วจะต้องมีการโทรสอบถามข้อมูลจากธนาคารก่อนว่าลดหนี้ให้จริง

จากนั้นค่อยจ่ายเงินไป และเมื่อจ่ายแล้วให้เก็บเอกสารการลดยอดหนี้ใบจ่ายเงินไว้

จนเราจะได้เอกสารยืนยันจากแบงก์ว่าหมดหนี้แล้วจริงๆ

 

-----------------------------------------

 

*** และหากมีการบอกให้จ่ายก่อน 500 บ้าง 1000 บ้าง แล้วจะดำเนินการให้

ก็อย่าได้ทำเป็นเด็ดขาด เพราะอาจเป็นหลอกให้จ่ายทั้งๆที่ไม่มีการลดหนี้ให้จริงๆ

รอไปจ่ายทีเดียวตอนได้รับเอกสารเลยดีกว่า

 

*** และตอนเจรจาไม่จำเป็นต้องแฟกซ์หรือส่งอะไรไปให้เจ้าหนี้ทั้งนั้น

 

 

         ...............จบรวมวิธีไม่เป็นหนี้ชีวีมีสุข 2 จ้า..............

 

หมายเหตุ : ผู้รวบรวมไม่ได้แต่งเองแต่รวบรวมข้อมูลจากเวปไซต์ที่น่าสนใจมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันฟรี  หากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้รวบรวมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

 

  ……………ขอให้คนไทยทุกคนไม่มีหนี้และมีชีวิตที่มีความสุขตลอดไปครับ……………